มองจีน..แก้น้ำท่วมซ้ำซาก หลากแนวคิดให้ประโยชน์ปรับใช้ในไทย

          มหาอุทกภัย ในปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมานอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาลคิดเป็นมูลค่า กว่า 1.4 ล้านล้านบาทแล้ว ยังเป็นประเด็นที่สร้างความหวาดวิตกให้กับประชาชนคนไทยอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนยังเห็นว่าเรื่องน้ำท่วมเป็นปัญหา แรก ๆ ที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขโดยด่วน ส่วนใหญ่ยังไม่วางใจเกรงว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีก

        ถ้ามองประเทศแถบเอเชียด้วยกัน “สาธารณรัฐประชาชนจีน” นับว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำได้ดีทีเดียว อาจเป็นเพราะประสบกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก อยู่กับอุทกภัยเป็นเวลาหลายพันปี จนที่สุดได้ผ่านพ้นวิกฤติปัญหาน้ำท่วมไปได้ ดังนั้นหากเราได้ศึกษาแนวทางการต่อสู้กับปัญหาของจีนโดยเฉพาะการจัดการน้ำ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ระดับโลก อย่าง แม่น้ำเหลือง แม่น้ำแยงซีเกียง และนำมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยของไทยก็น่าเป็นประโยชน์ไม่น้อย

        จีนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรนํ้าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เมื่อเทียบกับ ประชากรกว่า 1,400 ล้านคน มีแม่นํ้าที่มีพื้นที่ลุ่มนํ้าตั้งแต่ 100 ตารางกิโลเมตรขึ้นไปกว่า 50,000 สาย คิดเป็นความยาวรวมทั้งประเทศกว่า 430,000 กิโลเมตร มีเขื่อนกักเก็บนํ้าทั่วประเทศกว่า 85,000 แห่ง

        แม่น้ำสายใหญ่อย่างฮวงโห หรือแม่น้ำเหลือง เป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของจีนรองจากแม่น้ำแยงซีเกียง โดยมีความยาว 5,464 กิโลเมตร ไหลผ่าน 9 มณฑลจากฝั่งตะวันตกมาทางตะวันออกแล้วไหลลงทะเลในอ่าวทางด้านตะวันออกเฉียง เหนือของจีน มีพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมดประมาณ 795,000 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำเฉลี่ย 53,500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นแม่น้ำที่แตกสาขามากกว่า 30 สายหลัก ทั้งลำธาร แม่น้ำสายน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน ชาวจีนจึงเปรียบเป็นแม่น้ำมารดา แต่ในทุกปีน้ำในตอนกลางไหลผ่านที่ราบสูงดินเหลือง ทำให้พัดพาตะกอนทั้งโคลนเลนและดินทรายไหลมามากด้วยอัตราเฉลี่ย 1.6 พันล้านลูกบาศก์เมตร ไหลลงสู่ลุ่มน้ำตอนล่าง เป็นแม่น้ำที่มีทรายปนมากที่สุดในโลก

        การสะสมของดินทรายจำนวนมหาศาล มากขนาดไหนคงนึกกันไม่ออก แต่คนจีนอธิบายให้เห็นภาพว่า หากนำทรายนั้นมาสร้างเขื่อน ขนาด 1 เมตร สามารถสร้างเป็นเขื่อนรอบโลกได้ถึง 27 รอบ พร้อมล้อเล่นอีกว่า จีนไม่ต้องสร้างยานอวกาศ เพราะตะกอนดินทรายนี้สามารถก่อเป็นกองสูงไปถึงดวงจันทร์ได้อยู่แล้ว

        นายสวี เฉิง รองผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหารลุ่มแม่น้ำเหลือง (Yellow River Conservancy Commission : YRCC) ได้บรรยายถึงภารกิจของ YRCC ในการบริหารจัดการลุ่มน้ำเหลืองให้กับคณะเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ในโอกาสที่ได้เดินทางไปศึกษาดูงานการจัดการน้ำที่ประเทศจีนเมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

        ปริมาณน้ำถึง 60% เกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ค.-ต.ค. จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะบริเวณที่ราบตอนกลางของลุ่มน้ำเหลือง ตะกอนที่ไหลมาทับถมกันทำให้แต่ละปีเพิ่มพื้นที่ดิน 2.5 ตารางกิโลเมตร ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน น้ำท่วมตลิ่ง เกิดปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก ถ้านับแต่ยุคประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปในรอบ 2,500 ปี เกิดอุทกภัยถึง 1,590 ครั้ง โดยในปี พ.ศ. 2430 ฝนตกหนักในฤดูร้อน ส่งผลให้น้ำท่วม 300 หมู่บ้าน เสียชีวิต 900,000 คน และคนถึง 2 ล้านต้องย้ายที่อยู่ จัดเป็นน้ำท่วมที่ทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน หลังจากนั้นยังเกิดปัญหาน้ำท่วม แต่ไม่รุนแรงเท่า

        นายนิวัติชัย คัมภีร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะศึกษาดูงาน กล่าวว่า จีนมีการวางแผนจัดการนํ้าอย่างเป็นระบบ โดยมีขั้นตอนและมาตรการที่เกี่ยวข้องกําหนดไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะลุ่มนํ้าที่สำคัญ เช่น แม่นํ้าแยงซี แม่นํ้าเหลือง แม่นํ้าไห่ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ ภายใต้การกํากับดูแลของกระทรวงทรัพยากรนํ้า เพื่อวางแผนจัดการและประสานงานไปยังมณฑลที่เกี่ยวข้อง มีการวางแผนการบริหารจัดการนํ้า รวมถึงแผนรับมือนํ้าท่วม แผนอนุรักษ์นํ้าและดิน โดยแม่น้ำฮวงโหจะมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมและการเกิดตะกอนมาก เพราะการกัดเซาะสูง ส่งผลให้ตลิ่งตื้น และยังเป็นที่ลุ่มต่ำเขาได้ป้องกันโดย การทำคันไดร์ฟที่แข็งแรง ป้องกันหลายระดับหลายชั้นรอบแม่น้ำอย่างถาวร รูปแบบนี้นำไปใช้กับเราได้กับลุ่มแม่น้ำพรมแดนที่มีการกัดเซาะสูง เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำโกลก

        อีกลุ่มแม่น้ำที่ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นเดียวกัน...คือ แม่น้ำแยงซีแกง, แยงซี หรือแม่น้ำฉางเจียง ซึ่งตั้งอยู่ในตอนกลางของประเทศจีน ไหลจากทิเบตถึงเมืองเซี่ยงไฮ้ มีความยาว 6,300 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดของจีนและทวีปเอเชีย โดยยาวเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เมืองใหญ่ ๆ และประชากร 1 ใน 3 ของจีนจะอาศัยในลุ่มแม่น้ำนี้ ทั้งนี้แม่น้ำแยงซีเกียงมีปริมาณน้ำมาก มายมหาศาลจนเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ดังนั้นจีนได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำ

            รวมทั้งได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่… เขื่อนสามผา หรือ เขื่อนสามโตรก หรือ เขื่อนสามหุบ (Three Gorges Dam) หรือภาษาจีนเรียกว่า “ซานเซี้ยต้าป้า” จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อกั้นแม่น้ำแยงซีเกียง ถือเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 18,200 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง โดยส่งไปใช้ใน 1 ใน 5 ของประเทศ ตั้งอยู่ที่เมืองอี้ชาง มณฑลหูเป่ย มีความกว้าง 2.3 กิโลเมตร สูง 185 เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ 39,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบายน้ำได้ 1,160,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่สำคัญมีช่องเดินเรือขนาดใหญ่ ทั้งนี้โครงการจะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2558

        แหล่งน้ำและปริมาณฝนในประเทศจีน มีความแตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาค น้ำจะอุดมสมบูรณ์กระจุกตัวอยู่ในภาคใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่กลับ “ขาดแคลนน้ำ” ดังนั้นทางจีนจึงเกิดโครงการผันน้ำจากแม่น้ำแยงซีเกียงที่เป็นแหล่งน้ำขนาด ใหญ่ไปช่วยทางตอนเหนือของประเทศ (Yellow River Crossing Tunnel of South to North Water Diversion Project) โดยเฉพาะกรุงปักกิ่งซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤติน้ำ

        แต่เนื่องจากความแตกต่างของภูมิ ศาสตร์ที่โครงการผันน้ำผ่านในช่วงตอนกลาง ที่ ต.ซันหยาง เมืองเจิ้งโจว มณฑลหูเป่ย ซึ่งต้องผ่านแม่น้ำเหลือง จึงต้องขุดอุโมงค์ลอดลึกลงไปใต้แม่น้ำ 22-30 เมตร ยาว 3.45 กิโลเมตร ถือเป็น โครงการที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกเช่นกัน แต่เพื่อรับประกันความสะอาดของน้ำก่อนส่งไปให้ประชาชนในภาคเหนือได้บริโภค อย่างเพียงพอ ซึ่งถือเป็นแนวคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อ ตุง ที่พูดไว้ในอดีตว่าภาคเหนือต้องหาทางยืมน้ำจากภาคใต้มาใช้ ซึ่งที่สุดก็เป็นไปได้ภายใน 50 ปี เริ่มสร้างโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2545 ขณะนี้เสร็จไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ และจะเริ่มส่งน้ำไปภาคเหนือได้ในปี พ.ศ. 2557  

    รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวต่อว่า ไทยมีแนวคิดที่จะทำโครงการผันน้ำช่วยภัยแล้งเช่นกัน เรามีพื้นที่กว่า 321 ล้านไร่ มีปัญหาคล้ายกับประเทศจีนคือ ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยปัญหาภัยแล้งจะอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในบริเวณลุ่มน้ำโขง ชี มูล ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำได้ศึกษาหาแนวทางผันน้ำเพื่อไปช่วยในพื้นที่แห้งแล้ง ประมาณ 104 ล้านไร่ เนื่องจากพื้นที่ทางการเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน การกักเก็บน้ำก็มีปัญหาเพราะไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ ดังนั้นควรต้องใช้วิธีการผันน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้ง ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะอดีตเคยมีแนวคิดโครงการโขงชีมูลโดยจะผันแม่น้ำโขงมา ช่วยอีสาน แต่ยังไม่สำเร็จ ทางกระทรวงทรัพยากรจึงได้นำมาทบทวนศึกษาอีกครั้งหนึ่งก่อนเสนอรัฐบาลต่อไป

        การบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ระดับประเทศหรือนานาชาติ แม้ว่าจะมีส่วนดีข้อเด่นขนาดไหน เราสามารถศึกษาเรียนรู้ได้ แต่คงไม่อาจลอกเลียนแบบเขาได้ทุกอย่าง ต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางปรับให้สอดคล้องกับปัญหาของเรา ที่สำคัญบุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องบริหารงานอย่างเป็นระบบ เป็นเอกภาพ หากไม่เช่นนั้นปัญหาของเราก็คงแก้ไขไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่ปัจจุบันได้กลายเป็นภัยคุกคามชีวิตและทรัพย์สินของ เราในลำดับต้น ๆ ไปแล้ว.

แม่น้ำเหลือง มีทรายมากที่สุดในโลก

        แม่น้ำเหลืองหรือฮวงโห ถือเป็นแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำน้อย มีทรายมากที่สุดในโลก เฉลี่ย 37 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปีที่น้ำท่วมหนัก ๆ มีปริมาณทรายมากถึง 600-900 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จนมีคำกล่าวว่า “ทรายครึ่งชาม” หมายความว่า น้ำในแม่น้ำเหลือง 1 ชาม จะเป็นทรายเสียครึ่งชาม ปัญหาตะกอนสะสมถือเป็นวิกฤติสำหรับรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัย ดังนั้นในปี พ.ศ. 2489 จีนจึงหันมาใส่ใจกับปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจัง โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารลุ่มแม่น้ำเหลืองขึ้น มีภารกิจคือศึกษาและบริหารจัดการในแม่น้ำเหลือง เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย และปัญหาตะกอนในแม่น้ำ โดยได้สร้างเขื่อนเก็บกักน้ำและผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ซึ่งแล้วเสร็จจำนวน 4 เขื่อน สามารถป้องกันตะกอนประมาณ 800 ล้านตันต่อปีไหลลงสู่แม่น้ำ ซึ่งรวมถึงเขื่อนเสี่ยวลั่งติ้ ที่มีโรงผลิตไฟฟ้าใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตไฟฟ้าได้ 510,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง.

 

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม 2555

รายงาน :  เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]