สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระเกียรติคุณอเนกอนันต์พระคุณูปการแห่งพุทธศาสนา

            

          สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นผู้ใฝ่ในการศึกษา ทรงมีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนโดยเฉพาะทางด้านภาษาทรงศึกษาภาษาต่าง ๆ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน สันสกฤตและนอกจากความสนพระทัยในการเรียนภาษาต่าง ๆ แล้ว ทรงใฝ่พระทัยในการแสวงหาความรู้อยู่เสมอซึ่งในวิธีการแสวงหาความรู้ของ พระองค์คือ การอ่านหนังสือทั้งหนังสือภาษาไทยและหนังสือภาษาอังกฤษ และมิได้ทรงจำกัด
การอ่านเฉพาะหนังสือทางพระพุทธศาสนา แต่รวมถึงหนังสือที่เป็นความรู้ทั่วไปด้วย

        ในการ เผยแผ่พระพุทธศาสนา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นพระมหาเถระที่ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทรงนำพระพุทธศาสนาเถรวาทสู่ทวีปออสเตรเลียโดย สร้างวัดพุทธรังษี ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงส่งพระธรรมทูตไทยช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งสมเด็จพระญาณสังวรยังได้เสด็จไปให้การบรรพชาแก่กุลบุตรชาวเนปาล ณ นครกาฐมาณฑุ ซึ่งยังผลให้เกิดความตื่นตัวในการบวชเพื่อศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนา พร้อมด้วยการส่งเสริมฟื้นฟู พระพุทธศาสนาขึ้นในหมู่ชาวเนปาลอย่างกว้างขวาง ฯลฯ และในฐานะประมุขสงฆ์สูงสุดพระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและพระศาสนากิจครบ ถ้วนทรงเป็นผู้ปกครองอันเที่ยงธรรม มั่นคงในพระธรรมวินัยยิ่ง

        ด้วยสำนึกในพระคุณูปการอันทรงคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ อย่างอเนกอนันต์จึงขอนำพระกรณียกิจ พระศาสนกิจในพระองค์เผยแพร่นำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบ โดยส่วนหนึ่งจากข้อมูลในเว็บไซต์วัดบวรนิเวศฯ ให้ความรู้ไว้ดังนี้

        ภาระหน้าที่หรือการทำงานด้านคณะสงฆ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงเริ่มด้วยการเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมหรือ นักธรรมและแผนกบาลีนับแต่ทรงสอบได้เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยคและหลังจากสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคแล้วก็เริ่มภาระหน้าที่ทางการคณะสงฆ์ด้านต่าง ๆ มากขึ้นตามลำดับ

        สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงยึดถือพระปฏิปทาของสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณ วงศ์ เป็นแบบอย่างในการประพฤติ ปฏิบัติพระองค์มาโดยตลอด เช่น ทรงสำรวมเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทรงมักน้อยสันโดษ ทรงเอาพระทัยใส่ในการศึกษาวิจัยธรรมและปฏิบัติสมาธิ
กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง เป็นกิจวัตร ฯลฯ ทรงปฏิบัติพระองค์แบบพระกรรมฐานในเมือง ทรงเล่าว่าเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาในคณะธรรมยุตว่า ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน เพื่อเป็นเครื่องรักษาใจหรือเพื่อให้ใจมีงานที่ถูกต้องได้คิดได้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระผู้เป็นเถระหรือเป็นผู้ปกครองของหมู่คณะพึงถือเป็นกิจ ที่จะต้องปฏิบัติไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในเมือง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ภิกษุสามเณรที่อยู่ในปกครอง

        ในภาระหน้าที่ด้านการศึกษา ที่เป็นส่วนของวัด ทรงเริ่มทำหน้าที่นี้มานับแต่ทรงเป็นพระเปรียญ คือ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี เป็นผู้อำนวยการศึกษาสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารนับแต่ พ.ศ. 2504 เป็นต้นมาทรงมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นทั้งการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรในฐานะทรง เป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์และทรงอบรมสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกา

        การอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรในฐานะที่ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ประเพณีที่ปฏิบัติสืบกันมาในวัดบวรนิเวศวิหารนับแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงผนวชอยู่ พระอุปัชฌาย์อาจารย์มีหน้าที่ต้องอบรมสั่งสอนศิษย์ของตนให้มีความรู้ความ เข้าใจในพระธรรมวินัยทั้งในด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ในด้านปริยัติ คืออบรมสั่งสอนให้มีความรู้ ความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระ พุทธศาสนา ในด้านปฏิบัติ คือแนะนำและฝึกหัดให้รู้จักปฏิบัติสมาธิกรรมฐานเพื่อรักษาและขัดเกลาจิตใจ จากกิเลสซึ่งยุคที่ทรงเป็นเจ้าอาวาสก็ทรงปฏิบัติหน้าที่นี้ต่อเนื่องมาโดย ตลอด

        กล่าวคือ ช่วงเข้าพรรษาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีภิกษุสามเณรบวชใหม่จำนวนมากก็ได้ทรงให้ การอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรใหม่เป็นประจำทุกวัน นับเป็นการให้การศึกษาด้านปริยัติ ในวันพระและวันหลังวันพระทรงให้การอบรมเรื่องการฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ทรงบรรยายธรรมที่เป็นการให้แนวปฏิบัติสมาธิกรรมฐานซึ่งเมื่อสมควรแก่เวลา แล้ว ทรงนำฝึกนั่งปฏิบัติสมาธิกรรมฐานคราวละประมาณ 15-20 นาที นับเป็นการให้การศึกษาด้านปฏิบัติ ส่วนการอบรมเรื่องการฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐานมีสอนตลอดทั้งปี ไม่ได้จำกัดเฉพาะในพรรษาเท่านั้นและยังเปิดโอกาสให้อุบาสก อุบาสิกาผู้สนใจทั่วไปได้เข้าร่วมฟังและร่วมฝึกปฏิบัติด้วย

        นอกจากนี้การปฏิบัติภารกิจที่นับว่าเป็นการให้การศึกษาพระพุทธศาสนาแก่คน ทั่วไปอีกอย่างหนึ่งคือ การเทศน์ในพระอุโบสถ ที่ทรงปฏิบัติเป็นกิจวัตรคือการเทศน์ในพระอุโบสถทุกวันพระ ขึ้น/แรม 15 ค่ำ และในการเทศน์แต่ละครั้งทรงมีการเตรียมการเป็นอย่างดีโดยวิธีการดังกล่าวนี้ ทรงได้แบบอย่างมาจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ผู้ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ โดยก่อนวันจะทรงเทศน์ ทรงพิจารณาเลือกหัวข้อธรรมจากพระไตรปิฏกว่า จะทรงเทศน์เรื่องอะไร แล้วทรงจดบันทึกหัวข้อธรรมหรือพุทธภาษิตบทนั้นมาทบทวนจนขึ้นใจ หลังทำวัตรสวดมนต์ก่อนจะเข้าจำวัดในคืนวันนั้นจะนำเอาหัวข้อธรรมที่เตรียม ไว้มาไตร่ตรองว่าธรรมแต่ละข้อมีความหมายว่าอย่างไร มีกระบวนธรรมอย่างไร เกี่ยวโยงกันอย่างไรจนเข้าใจแจ่มแจ้งในพระทัยตั้งแต่ต้นจนจบ เท่ากับทรงลองเทศน์ให้พระองค์เองฟังก่อนแล้วจึงทรงนำไปเทศน์ให้คนอื่นฟังต่อไป

        สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นพระนักปฏิบัติหรือที่นิยมเรียกกันเป็นสามัญทั่วไป ว่า พระกรรมฐาน พระองค์หนึ่ง ผลงานทางพระพุทธศาสนาของพระองค์นับได้ว่ามีความสมบูรณ์พร้อมเป็นองค์ความรู้ ที่มีความชัดเจนทั้งในเชิงทฤษฎีและในเชิงปฏิบัติ เพราะเป็นองค์ความรู้ที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากความรู้ความเข้าใจที่มีทฤษฎี เป็นฐานและมีการปฏิบัติด้วยพระองค์เองเป็นเครื่องตรวจสอบเทียบเคียงเป็นผล ให้องค์ความรู้ที่พระองค์แสดงออกมาทั้งในผลงานที่เป็น บทพระนิพนธ์ ผลงานที่เป็นการเทศนาสั่งสอนในโอกาสต่าง ๆ มีความลึกซึ้ง ชัดเจน เข้าใจง่ายซึ่งในผลงานที่ควรแก่การนำมากล่าวในที่นี้เพื่อเป็นแบบอย่างแห่ง การสร้างองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนามีทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ แบ่งได้เป็นด้านวิชาการและด้านการสั่งสอนเผยแผ่

        สมเด็จพระสังฆราชทรงเริ่มสร้างผลงานทางวิชาการมาตั้งแต่ยังทรงเป็นพระ เปรียญโดยทรงนิพนธ์เรื่องทางพระพุทธศาสนาในลักษณะต่าง ๆ ลงพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร “ธรรมจักษุ” ซึ่งเป็นนิตยสารเผยแผ่พระพุทธศาสนาของมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์เผยแพร่ในโอกาสต่าง ๆ บ้าง และได้ทรงสร้างผลงานด้านนี้อย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ผลงานวิชาการด้านพระพุทธศาสนาของพระองค์จึงมีเป็นจำนวนมาก ไม่น้อยกว่า 150 เรื่องพระนิพนธ์

        บทพระนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาทุกเรื่องล้วนทรงคุณค่า ในเชิงวิชาการ เพราะการอธิบายคำสอนของพระพุทธศาสนาในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็น ทรงใช้การวิเคราะห์วิจารณ์ไว้อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น ทรงวิเคราะห์คำว่า สัจจะ ธรรม ศาสนา ปัญญา ทั้งในเชิงพยัญชนะและในเชิงความหมายซึ่งทำให้เราเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้ละเอียดและกว้างขวางยิ่งขึ้น อีกทั้งการวิเคราะห์ในหลาย ๆ เรื่องของพระองค์ยังแสดงให้เห็นถึงพระทรรศนะและมุมมองซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผล จากทรงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึงลึกซึ้ง ประกอบกับการทรงใช้วิจารณญาณทั้งเชิงปริยัติและเชิงปฏิบัติตรวจสอบเทียบ เคียงกันจึงทำให้ธรรมาธิบายของพระองค์มีความแจ่มแจ้ง กะทัดรัด และเข้าใจง่าย

        ในผลงานอันเป็นบทพระนิพนธ์เกี่ยวกับคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่าใน ทางวิชาการได้แก่ เรื่องลักษณะพระพุทธศาสนา, สัมมาทิฏฐิ, โสฬสปัญหา, ทศบารมี ทศพิธราชธรรม ฯลฯ พระนิพนธ์ล้วนแสดงคำสอนชั้นสูงของพระพุทธศาสนา ซึ่งทรงนำมาอธิบายเชิงวิเคราะห์ไว้ทำให้เรามองเห็นอรรถหรือความหมายของธรรม ที่พระพุทธศาสนาสอนทีละชั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างความเข้าใจในธรรมนั้น ๆ ได้ด้วยปัญญาของตนเอง เป็นต้น
นอกจากผลงานด้านพระนิพนธ์และการสั่งสอนของพระองค์ได้ให้สิ่งที่มีคุณค่า ทั้งต่อวงการศึกษาและประชาชนทั่วไป อีกด้านหนึ่งคือ หลักหรือแนวทางการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติ ที่เรียกกันว่า ’การปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน” พระนิพนธ์เกี่ยวกับธรรมปฏิบัตินี้นอกจากจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการ ปฏิบัติธรรมหรือการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานแล้ว ยังให้หลักการปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติสมาธิกรรมฐานที่ผู้สนใจทั่วไปสามารถนำไป ศึกษาและฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

        อีกทั้งทรงเป็นผู้ริเริ่มแนะนำเผยแพร่ให้คนทุกระดับทั้งวัยเด็ก ผู้ใหญ่ สนใจฝึกหัดปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน พร้อมทั้งทรงแนะนำวิธีการฝึกหัดที่เหมาะสมแก่คนในวัยนั้น ๆ ซึ่งนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาจิตใจ พัฒนาจริยธรรมคุณธรรมซึ่งผลรวมคือ การพัฒนาชีวิตของคนทุกระดับให้ดีมีสุขขึ้น แนวพระดำริและแนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ได้รับการสานต่อกระทั่งเกิดเป็นความนิยม แพร่หลายไปทั่วทั้งในสถานศึกษาและในหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วไป.

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 29 ตุลาคม 2556

รายงาน :  เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]