การเลือกวัสดุปูพื้นภายในอาคาร

              สำหรับอาคารทุกประเภทเมื่อทำการก่อสร้างโครงสร้างแล้วเสร็จ ก็ถึงเวลาต้องเลือกวัสดุที่จะนำมาปูเป็นพื้นภายในอาคาร
 

         
        โดยวัสดุที่มักจะใช้โดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้

        1) กระเบื้อง เป็นวัสดุที่มีความทนทานต่อรอยขีดข่วนได้สูง มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ จึงไม่ต้องระวังเรื่องความเสียหาย อันเกิดจากน้ำ มีราคาให้เลือกใช้มากมาย การติดตั้งต้องใช้ช่างติดตั้งผู้ชำนาญ หากติดตั้งแล้วจะมีความคงทนถาวร รื้อถอนได้ยาก จึงควรเลือกให้เหมาะสมก่อนทำการติดตั้ง แต่ในปัจจุบันมีปูนกาวที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้งานปรับปรุงอาคารที่ต้องการใช้เวลาน้อย ๆ สามารถใช้ปูนกาวชนิดพิเศษ ปูทับที่ตัวพื้นเดิมได้เลย ช่วยร่นระยะเวลาในการติดตั้งได้ การเลือกขนาดของแผ่นต้องเหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน เช่น พื้นที่แคบ ก็ไม่ควรใช้กระเบื้องแผ่นใหญ่มาปูเพราะจะยิ่งทำให้พื้นที่ดูแคบลงไปอีก

        2) หินแกรนิต คือ หินธรรมชาติ ที่มีความหนาแน่นสูง ทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีมาก มีลวดลายสวยงามและมีสีให้เลือกตามราคา (สีสวยมากราคาก็แพงมาก) การติดตั้งคล้ายกระเบื้อง แต่ควรเทน้ำยากันซึมรอบแผ่นทุกด้านก่อนทำการติดตั้ง เพื่อป้องกันรอยด่าง จากการซึมน้ำในระยะยาว

        3) หินอ่อน คือ หินธรรมชาติ มีความหนาแน่นน้อยกว่าหินแกรนิต แต่จะมีลวดลายเป็นริ้ว และสีสันที่สวยงามมากกว่า แต่ละแผ่นมีสีแตกต่างกันตามธรรมชาติ ให้ความรู้สึกหรูหราเมื่อนำมาใช้ แต่ควรระวังในการใช้งาน เพราะผิวหน้าของหินอ่อนจะเป็นรอยเสียหายได้ง่าย และหินอ่อนบางชนิดมีอัตราการดูดซึมน้ำสูง อย่างเช่นถ้าเทกาแฟทิ้งไว้ค้างคืน ก็อาจดูดซึมเข้าไปในเนื้อหินทำให้เป็นคราบได้

        4) หินธรรมชาติสังเคราะห์ คือ การนำหินธรรมชาติมาผ่านกระบวนการแปรรูป แล้วนำมาอัดเป็นแผ่นใหม่ด้วยกรรมวิธีทางอุตสาหกรรม เพื่อทำให้มีสีและลวดลายที่สวยงาม สม่ำเสมอขึ้นกว่าเดิม ตามการออกแบบโดยมากมักใช้หินอ่อนไปผสมกับวัสดุประสาน เพื่อให้มีสีและลายคล้ายกับหินธรรมชาติ จึงทำให้ผิวหน้าของวัสดุประเภทนี้มีความทนทานใกล้เคียงกับหินอ่อน แต่มีราคาค่อนข้างสูง

        5) หินขัด คือ การนำเอาเกล็ดหินมาผสมกับปูนขาว (ผสมสี) เพื่อให้ได้สีและลวดลายตามต้องการ โดยการทำงานจะต้องมีเส้นแบ่งเป็น
ช่วง ๆ เนื่องจากเป็นข้อจำกัดของการทำงานและป้องกันการแตกร้าวในการใช้งาน มีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าวัสดุประเภท
อื่น ๆ มีความคงทนในการใช้งานสูง แต่ต้องดูแลรักษาอย่างถูกวิธี มีความเรียบและต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกันตลอดทั้งวัสดุ ปัจจุบันมีราคาค่อนข้างสูง เพราะต้องทำในพื้นที่ก่อสร้างและใช้เวลานานมากกว่าวัสดุอื่น

        6) คอนกรีตแสตมป์ลายผิว คือ การเทคอนกรีตสีต่าง ๆ แล้วนำแม่พิมพ์มาปั๊มเป็นลายนูนต่ำ เพื่อให้มีลักษณะคล้ายการนำเอาหินธรรมชาติมาวางเรียงกัน แต่มีราคาถูกกว่ามาก เพราะขั้นตอนในการติดตั้งมีความซับซ้อนน้อยกว่า มีความทนทานสูง ราคาไม่แพง มักใช้ในพื้นที่ที่ต้องใช้งานหนัก เช่น ทางเดินภายนอกอาคาร หรือที่จอดรถ


        7) ซีเมนต์ขัดมันผสม FLOOR HARDENER คือ การโรยผงเหล็ก (อาจผสมสี) ลงบนผิวคอนกรีตชั้นสุดท้าย ซึ่งทำขณะที่ซีเมนต์ยังหมาด ๆ เพื่อสร้างให้ผิวหน้าแกร่งกว่าคอนกรีตทั่วไป มีความทนทานสูง แต่ลักษณะผิวหน้าจะเหมือนซีเมนต์ขัดมัน มีความสวยงามน้อยกว่าวัสดุชนิดอื่น ๆ มีราคาไม่แพง จึงมักใช้กับพื้นที่ที่ต้องการความคงทนสูง แต่ไม่ต้องการความสวยงามมากนัก เช่น พื้นโกดังเก็บสินค้า พื้นโรงงาน เป็นต้น

        8) สีอีพ็อกซี่ (EPOXY) คือ ใช้สีที่มีคุณสมบัติเป็นของเหลว เทราดบนคอนกรีต ซึ่งจะทำให้สามารถทำได้ทีละปริมาณสูง ๆ โดยมีรอยต่อระหว่างวัสดุน้อยที่สุด โดยความคงทนจะขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมีที่เลือกใช้ และบางชนิดมีลักษณะช่วยป้องกันน้ำได้ด้วย สามารถใช้เป็นผิวกันซึมของพื้นคอนกรีตได้ แต่ความคงทนต่อการขีดข่วนและน้ำขังไม่สูงนัก มักใช้กับพื้นที่กว้าง ๆ และไม่มีน้ำขัง

        9) กระเบื้องยาง ปัจจุบันมีการทำลวดลายต่าง ๆ ออกมามากมาย บางชนิดมีลักษณะคล้ายไม้มาก สามารถติดตั้งได้ง่าย มีน้ำหนักเบา มีความทนทานต่อแรงขูดขีดทั่วไปได้ดี มักใช้กับงานที่ต้องการความรวดเร็วในการทำงาน และอาจเปลี่ยนแปลงวัสดุในอนาคตได้ง่าย เช่น ทางเดินในห้างสรรพสินค้า มีราคาไม่แพงมาก แต่มีคุณสมบัติในการทนน้ำต่ำเนื่องจากมีรอยต่อเยอะ และใช้กาวเป็นสารติดตั้ง แผ่นกระเบื้องยางมีความหนาน้อย เมื่อติดตั้งแล้วระดับจึงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก พื้นผิวก่อนทำการติดตั้งต้องเรียบ เพราะถ้าไม่เรียบเมื่อปูกระเบื้องยางแล้วผิวหน้าของกระเบื้องก็จะไม่เรียบตามไปด้วย

        10) พื้นลามิเนตลายไม้ คือ การนำเอาเยื่อไม้มาผสมอัดเป็นแผ่นคล้ายไม้ และนำเอาผิวที่มีการพิมพ์ลายคล้ายผิวไม้เคลือบลงด้านบนที่จะทำการติดตั้ง ทำให้มีสีและลวดลายสวยงาม และควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอ ราคาไม่แพง มีความหนาให้เลือกตั้งแต่ 8-15 มม. มีผิวหน้าที่ทนทานปานกลาง แต่ต้องระวังในการใช้ในสถานที่ซึ่งต้องเปียกชื้นตลอดเวลา จะทำให้วัสดุเสียหายได้ง่าย สามารถติดตั้งได้ง่าย รวดเร็ว สะอาด และสวยงาม ราคาไม่แพง ปัจจุบันนิยมใช้ทำพื้นภายในอาคารอยู่อาศัยทั่วไป เช่น คอนโดมิเนียม

        11) พื้นไม้สำเร็จรูป คือ การนำเอามาซ้อนกันเป็นแผ่น โดยเลือกเอาผิวชั้นบนสุดเป็นไม้ที่มีลวดลายสวยงาม เพื่อเอามาโชว์ให้เหมือนการปูพื้นไม้จริง มีความหนารวมตั้งแต่ 15 มม.ขึ้นไป มีราคาค่อนข้างสูง เพราะมีขั้นตอนในการผลิตหลายขั้นตอน โดยผิวหน้าจะมีการเคลือบผิวมาจากโรงงานเลย และหากมีรอยขูดขีดสามารถขัดซ่อมแซมเพิ่มเติมได้เหมือนไม้จริง สามารถควบคุมคุณภาพของสีและวัสดุได้ดี การติดตั้งรวดเร็วและง่าย คล้ายการติดตั้งลามิเนตลายไม้

        12) พื้นปูพรม มีหลายราคาขึ้นอยู่กับแบบและลวดลายของวัสดุ ซึ่งการเลือกใช้พรมในอาคารนั้น ควรต้องเลือกใช้ชนิดไม่ลามไฟเท่านั้น พรมจะให้ความรู้สึกหรูหราและนุ่มสบายเท้าเมื่อใช้งาน แต่การดูแลรักษาจะค่อนข้างยาก และเมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจมีกลิ่นอับชื้นได้

            ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นวัสดุปูพื้นแบบอุตสาหกรรมที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโครงการต่าง ๆ นั้น ควรปรึกษาสถาปนิกผู้ชำนาญการเพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม.

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 พฤศจิกายน 2556

รายงาน ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]