เตือนภัย บ้านย้อมแมว รู้ไว้ก่อนกลายเป็นเหยื่อ

        ดูเหมือนปัญหาเกี่ยวกับบ้านที่ใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้มาตรฐานยัง คงมีอยู่เรื่อยๆ และนับวันยิ่งมีการนำเทคนิคซิกแซกต่างๆ มาใช้เพิ่มมากขึ้น
สถานการณ์บ้านที่ใช้วัสดุไม่มีคุณภาพยังคงมีอยู่ อย่างปัญหาที่ผ่านมา เรื่องโฟมที่ยัดอยู่ในผนัง ยอมรับว่าการก่อสร้างในปัจจุบันมีโฟมที่ใช้ในการก่อสร้างอย่าง โฟมอีพีเอส (Expandable Polystyrene) แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นใช้โฟมธรรมดาซึ่งถือเป็นความสะเพร่าของช่าง
 

            ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีอะไรแปลกใหม่ แต่หน้าที่หนึ่งของผู้ประกอบการต้องทำตามสเป็กที่สถาปนิกหรือหน่วยงานทางการ กำหนด แต่ปัจจุบันยังมีการปล่อยปะละเลยอยู่มาก โดยบ้านที่เสี่ยงในการใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสมคือ บ้านที่เป็นอาคารสูง

            ตอนนี้หลายบริษัทเริ่มตื่นตัวมากขึ้น เพราะเมื่อเกิดปัญหาได้ส่งผลถึงการขายและหุ้นของบริษัทอย่างมาก ต้องยอมรับว่าวิศวกรไม่สามารถมานั่งดูช่างทำงานได้ 24 ชั่วโมง แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์กับบริษัทผู้รับเหมาต้องมีความเชื่อใจกันและกัน

        แต่ปัจจุบันปัญหาคือ
    1.ความรีบเร่งของการเปิดโครงการ มีผลทำให้คนทำงานต้องเร่งเก็บงาน จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของคนขึ้น
    2.ตัวบริษัทมีลูกน้องอยู่แล้วควบคุมไม่ได้ หรือบางทีบริษัทผู้รับเหมามีงานมาก แล้วต้องไปจ้างอีกบริษัทหนึ่งมาช่วย ซึ่งบริษัทต้นขั้วไม่สามารถควบคุมบริษัทที่มารับช่วงต่อได้ จึงเกิดการยัดไส้ขึ้นมาเพื่อให้งานจบ

        บ้านที่ไปซื้อสำเร็จรูปกับบ้านที่ดาวน์ระหว่างการก่อสร้าง ในแง่ก่อสร้างการที่เราไปซื้อบ้านที่ดาวน์แล้วเห็นการก่อสร้างจะมีอัตรา เสี่ยงน้อยกว่า เพราะเราสามารถเข้าไปดูได้ แต่การซื้อบ้านสำเร็จรูป เรื่องโครงการล้มอาจมีน้อย ซึ่งเมื่อจ่ายเงินแล้วได้บ้านแน่ๆ แต่เราไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในกำแพงหรือว่าใต้พื้นบ้านมันคืออะไร ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

        คนที่จะซื้อบ้านสิ่งที่ควรรู้คือ
    1.ต้องเช็คคุณภาพของบริษัทว่ามีความมั่นคงพอไหม หากเกิดปัญหาเศรษฐกิจ
    2.คุณภาพในการก่อสร้างบริษัทเหล่านั้นเป็นอย่างไร เช่น บางบริษัทเน้นวัสดุสำเร็จรูปมาต่อกัน ซึ่งโครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้าง 4 เดือน แต่ผ่านไปหลายเดือนแล้วยังไม่ก่อสร้างต่อ เพราะรอให้ตัวโครงสร้างอาคารเซ็ตตัวแล้วนำวัสดุสำเร็จรูปมาต่อกัน ซึ่งบางครั้งผู้ซื้อไม่รู้ว่าบริษัทที่เราซื้อใช้เวลาก่อสร้างเท่าไหร่ และใช้การก่อสร้างวิธีไหน ซึ่งบางบริษัทใช้การก่อสร้างด้วยช่างค่อยๆ ก่อทีละส่วนที่คนไทยคุ้นเคยมากกว่า

        การก่อสร้างแบบเก่าที่ค่อยๆ ก่อทีละส่วนคนไทยยังมองว่า สามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า และวัสดุที่ทำจากโรงงานมีคิวซีคุณภาพอยู่ ถ้าไม่ได้ตามที่กำหนดก็ออกจากโรงงานไม่ได้ แต่การก่อสร้างทั้งสองแบบไม่ต่างกัน ซึ่งคนซื้อต้องมีความรู้มากกว่าว่าอันไหนเหมาะกับตัวเอง

        ในขั้นต้น คนซื้อบ้านต้องถามเซลส์ก่อนว่าจะใช้การก่อสร้างแบบวัสดุสำเร็จรูปมาต่อกัน หรือใช้การก่อสร้างแบบเดิมที่ค่อยๆ ก่อสร้างด้วยช่างแต่ละส่วน เพราะคนส่วนใหญ่จะซื้อบ้านมัวสนใจแต่พื้นที่ใช้สอย แต่กรรมวิธีการสร้างก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน

        ถ้าใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสมจะเกิดการแตกร้าวของวัสดุที่ต่างประเภทกัน ซึ่งเจอบ่อยในบ้านจัดสรร วัสดุไม่สามารถยึดตัวกันได้ ในระยะยาวจะถ่างออกขึ้นเรื่อยๆ อีกส่วนหนึ่งคือ พื้นดินที่ทำการก่อสร้างมีการอัดตัวแน่นขนาดไหน หลายโครงการซื้อที่ลุ่มแล้วถมพยายามอัดดิน แต่อายุช่วงเวลาสั้นเกินไป เช่นถมไป 1 เดือนหรือ 1 ปี ดินยังไม่เซ็ตตัวดี ยังมีอัตรายุบตัวอยู่ ซึ่งพบบ่อยมากในบ้านจัดสรรที่โรงรถแยกตัวออกจากอาคาร หรือลานซักล้างแยกตัวออกจากบ้าน จึงต้องเข้าใจก่อนว่าตัวบ้านจะมีเสาเข็มยาวประมาณ 25 เมตร ค้ำตัวอาคารอยู่ แต่ส่วนอื่นเป็นเสาเข็มสั้นๆ ซึ่งสามารถแยกตัวออกจากบ้านได้ ยิ่งถ้าใช้วัสดุที่ไม่ได้คุณภาพจะแย่ขึ้นไปอีก

        หรือในกรณีส่วนที่เป็นรอยต่อจะใช้โฟมอีพีเอส (Expandable Polystyrene) ที่ใช้ในการก่อสร้างสอดเข้าไปในส่วนที่เป็นรอยต่อ เพื่อทำให้อาคารทั้งสองส่วนสามารถยืดหยุ่นได้เวลาทรุดตัว และไม่เกิดรอยร้าวถ้าไม่ทรุดตัวมากเกินไป

        นอกจากนั้นส่วนที่อยู่ข้างในใต้คาน มักจะเจอว่าเป็นโพรงเนื่องจากใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้เข้าไปถม ซึ่งเป็นปัญหาภายหลังในด้านของความชื้น ซึ่งเราไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าบ้านที่สร้างเองสามารถดูส่วนนี้ได้โดยใช้ทรายหยาบเข้าไปถมแทน
 

วิธีดูแบบพื้นฐานสุดคือ การเคาะผนังถ้าวัสดุที่เหมือนกันเวลาเราเคาะเสียงจะเท่ากัน แต่ถ้ามีโพรงหรือวัสดุอื่นเกิดขึ้น น้ำหนักเสียงจะไม่เท่ากัน จุดสำคัญคือส่วนที่มีความชื้นกับความแห้งมาเจอกัน เช่น ส่วนที่เป็นผนังห้องน้ำที่ต่อกับห้องปกติ ซึ่งผนังส่วนนี้ต้องลองเคาะดู เพราะมีปัญหาบ่อยที่เกิดจากความชื้นจากในห้องน้ำออกมาข้างนอก หรือทดลองเปิดให้เกิดไอน้ำข้างในโดยเฉพาะห้องน้ำที่มีฟักบัว ทิ้งไว้ครึ่งวันแล้วลองมาแตะผนังข้างนอก ถ้าเริ่มซึมหรือผนังด้านนอกชื้นแสดงว่ามีความผิดปกติ

        ปัญหาส่วนอื่นคือ รอยต่อวงกบกับผนัง มีการซึมของน้ำฝนจากข้างนอกมาข้างใน เพราะปัจจุบันรอยต่อไม่สนิทจะเอาซิลิโคนยาไว้ แต่ซิลิโคนมีวันหมดอายุ เพราะวันที่ส่งมอบไม่มีปัญหา แต่พอเริ่มหมดอายุน้ำจะเริ่มซึม

        การตรวจวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เราสามารถเช็คคุณภาพกับโครงการได้เลยว่าวัสดุที่นำมาใช้ได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นบ้านจัดสรรสามารถขอดูหน้างานได้ทันที เรื่องพวกนี้บางทีโครงการไม่บอกเรา แต่ตามจริงเขาควรให้เราดูว่าการก่อสร้างถึงไหน
ส่วนบ้านที่ใช้วัสดุสำเร็จรูปมาต่อกัน ดูสักหนึ่งฝนว่าถ้าไม่มีการซึม แสดงว่ามีการต่อที่ดี เพราะปัญหาหลักอยู่ที่การใช้วัสดุสำเร็จรูปจากโรงงานมาต่อกันจะมีปัญหาซึม ตรงรอยต่อตั้งแต่หน้าฝนครั้งแรก

        อนาคตการแก้ปัญหา ของพวกนี้ถ้าถูกสร้างโดยระบบอุตสาหกรรม คือ สร้างในโรงงานมีการประกันคุณภาพ ระบบของที่พักอาศัยจะดีขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศมีมานาน โดยช่างมีหน้าที่แค่มาต่อส่วนต่างๆ บางที่มาพร้อมกับระบบเดินไฟฟ้าสำเร็จรูป ซึ่งถ้าเมืองไทยเป็นแบบนั้นช่างฝีมือจะน้อยลง เพราะเป็นระบบอุตสาหกรรมมาแทน ซึ่งของที่ได้จะดีขึ้น แต่ความหลากหลายของแบบจะลดลงเพราะระบบอุตสาหกรรมจะสร้างอะไรมาคล้ายกัน

        ค่าใช้จ่ายของเจ้าของโครงการจะลดลงเพราะระบบอุตสาหกรรม ซึ่งตอนนี้มีบางบริษัทใช้อุปกรณ์สำเร็จรูปในการก่อสร้าง ส่วนการใช้ช่างแบบเก่าอาจมีจุดเสี่ยงมากกว่า เพราะการปลอมแปลงวัสดุที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้างตอนนี้มีมากเช่น กระเบื้องหนึ่งแผ่นหน้าตาคล้ายกันหมดแต่ราคาต่างกัน คุณภาพภายในเนื้อกระเบื้องก็ต่างกัน แต่เราจะมองว่าลักษณะมันเหมือนกันทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่ เวลาเลือกซื้อต้องดูแหล่งซื้อที่ไว้ใจได้

        นอกจากนั้นการตรวจสอบระบบภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบบำบัดน้ำ อาจเกิดจากการลักไก่ในการก่อสร้างเพื่อให้ต้นทุนถูกลงได้ เช่น การเดินสายไฟภายในบ้านต้องเดินไปในท่อ ซึ่งพอขึ้นไปบนฝ้าเพดานต้องอยู่ในท่อด้วย แต่ช่างไม่ใส่ท่อในสายไฟที่อยู่ในเพดาน อาจทำให้เกิดการเสียดสีจนไฟฟ้าลัดวงจรได้

        ก่อนรับมอบงานสามารถเช็คได้ทุกเรื่อง แม้แต่ฟองอากาศภายในวอลเปเปอร์เล็กๆ เราสามารถเคลมได้ สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคต้องดูว่าในสัญญามีอะไรบ้าง ดูสัญญาอ่านให้ละเอียดโดยไม่ต้องด่วนตัดสินใจเซ็นสัญญา โดยเฉพาะเซลส์ที่รีบให้เราตกลงใจ เราต้องตรวจดูและซักถามเสียก่อนว่ามีข้อแม้อะไรอยู่บ้าง หรือถ้ามีตัวหนังสือเล็กๆ ในสัญญาต้องถามเซลส์ที่ขายให้ชัดเจนเพื่อความแน่ใจ.

    ข้อควรคำนึงเบื้องต้นก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน
    1.ไปดูก่อนว่าโครงการที่ซื้อตอบโจทย์ได้จริงหรือเปล่า
    2.สภาพข้างเคียงเป็นอย่างไร ตอบโจทย์เราได้จริงไหม
    3.ในแต่ละช่วงเวลาเกิดอะไรขึ้นบ้างในเรื่องของการคมนาคม
    4.เพื่อนบ้านเป็นอย่างไร ข้อนี้สำคัญมากเพราะอาจมีปัญหาตามมา

    การตรวจวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เราสามารถเช็คคุณภาพกับโครงการได้เลยว่าวัสดุที่นำมาใช้ได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นบ้านจัดสรรสามารถขอดูหน้างานได้ทันที เรื่องพวกนี้บางทีโครงการไม่บอกเรา แต่ตามจริงเขาควรให้เราดูว่าการก่อสร้างถึงไหน ส่วนบ้านที่ใช้วัสดุสำเร็จรูปมาต่อกัน ดูสักหนึ่งฝนว่าถ้าไม่มีการซึม แสดงว่ามีการต่อที่ดี

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 กันยายน 2556

รายงาน :  เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]