การเจาะตรวจสภาพดิน

             ในการออกแบบอาคาร ระบบประปาที่จะสร้างบนพื้นที่ที่ไม่เคยมีข้อมูลในการเจาะตรวจสภาพดินมาก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารขนาดใหญ่หรืออาคารสูงที่มีน้ำหนักมาก ๆ หรือต้องรับน้ำหนักมาก ๆ ควรจะต้องมีการเจาะสำรวจสภาพดินเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของดินรวมทั้งสภาพทางกายภาพของชั้นดินอย่างถูกต้องแน่นอน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกายภาพของดินเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลกับวิศวกรในการนำไปออกแบบเสาเข็มและฐานรากได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ประหยัด และปลอดภัย

 
           การเจาะสำรวจสภาพดินนั้นมีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการช่วยประหยัด ค่าเสาเข็มและฐานราก เช่น ในบริเวณกรุงเทพฯ ซึ่งจากหลักฐานทางธรณีวิทยาเชื่อกันว่าเป็นที่ลุ่มทับถมด้วยดินและทรายเป็นชั้น ๆ ฉะนั้นแต่ละชั้นน่าจะมีความลึกและความหนาเท่า ๆ กันหรือใกล้เคียงกัน แต่จริง ๆ แล้วความหนาแน่นของชั้นดินและชั้นทรายจะไม่เท่ากัน บางแห่งต่างกันอย่างมาก เช่น การก่อสร้างอาคารที่เขตบางเขน ปรากฏผลเจาะสำรวจดินสองแห่ง แต่ละแห่งห่างกันออกไปเพียงประมาณ 50 เมตร ความลึกของชั้นทรายแน่นต่างกันกว่า 7 เมตร คือ หลุมหนึ่งเจาะได้ 22 เมตร และ อีกหลุมหนึ่ง เจาะได้ 15 เมตร เพราะฉะนั้นหากก่อนการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนได้มีการเจาะสำรวจชั้นดินอย่างถูกต้องตามหลักวิธีแล้วล่ะก็ นอกจากจะช่วยให้แฟนๆ คนรักบ้านประหยัดค่าเสาเข็มและฐานรากของอาคารบ้านเรือนได้แล้ว ยังเป็นผลดีในเรื่องความปลอดภัยของอาคารอีกด้วยครับ เพราะว่าการตอกเสาเข็มที่ยาวเท่ากันในพื้นที่ที่มีความแตกต่างของชั้นทรายแน่นเช่นนี้ หากเข็มที่ตอกนั้นยาวเกินไปอาจจะถูกตอกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเลยทะลุชั้นทรายแน่นไปแล้วจะไม่เป็นผลดีต่ออาคารเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ความสามารถในการรับแรงน้ำหนักของเสาเข็มเสียไป เพราะว่าเสาเข็มจะรับน้ำหนักได้ดีก็ต่อเมื่อวางอยู่บนชั้นทรายแน่น


            เพราะฉะนั้นการเจาะเพื่อตรวจสภาพดินจึงไม่ใช่เรื่องที่สิ้นเปลืองประเภทเสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาคารขนาดใหญ่หรืออาคารสูง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการประหยัดและเกิดประโยชน์แก่ตัวอาคารที่จะทำการก่อสร้างนั่นเอง



แหล่งที่มา : บ้านไม่บาน อ.เชี่ยว ชอบช่วย

รายงาน :  เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]