น้ำเขื่อนเหือดแห้ง...อีสานส่อเผชิญวิกฤติภัยแล้ง

              แม้ช่วงนี้ยังอยู่ในฤดูฝน แต่สถานการณ์น้ำเขื่อนในพื้นที่ภาคอีสานหลายแห่งยังมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ เนื่องจากฝนตกนอกพื้นที่รับน้ำ ทุกหน่วยงานรับผิดชอบยังเฝ้าสังเกตปริมาณน้ำใกล้ชิดถึงสิ้นเดือนตุลาคม เพื่อวางแผนพร้อมรับมือทั้งน้ำหลากและภัยแล้ง

 
            นายทรงยศ เจิดนภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบ 6 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนน้ำพุง เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนห้วยกุ่ม และเขื่อนปากมูน ช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้ ปริมาณน้ำฝนไหลเข้ามาในเขื่อนอ่างต่อเนื่องประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ล่าสุดมีน้ำไหลเข้าอ่าง 7.52 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ระดับน้ำในอ่างมีปริมาณอยู่ที่ 812.52 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้ได้ 237.85 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น

            แต่สำหรับเขื่อนจุฬาภรณ์ พบว่ามีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพียง 0.15 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ขณะที่ปริมาณน้ำทั้งหมดอยู่ที่ 46.19 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือน้ำใช้ได้เพียง 8.97 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ในเกณ์น้อยกว่าร้อยละ 30

            3 เขื่อนหลักที่มีน้ำเพิ่มขึ้น ทั้งอุบลรัตน์ น้ำพุง และสิรินธร เพราะฝนตกในพื้นที่รองรับน้ำ จึงมีน้ำไหลเข้ามาในอ่างมาก ต้องระบายน้ำออกให้เขื่อนได้พร้อมรองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจจะตกมาในช่วง 2-3 วันนี้ ขณะที่เขื่อนจุฬาภรณ์มีน้ำไหลเข้าเพียงเล็กน้อย เพราะฝนที่ตกอยู่นอกพื้นที่รองรับน้ำ ต้องประเมินสถานการณ์ตลอดเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้ เพราะเป็นช่วงมีปริมาณน้ำฝนไหลเข้าทุกเขื่อน จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม จะรู้ว่าปริมาณน้ำจะมีเพียงพอสำหรับให้เกษตรกรทำนาปรังหรือไม่ หากมีน้ำเพียงพอเดือนพฤศจิกายนจึงเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลทำนาปรัง แต่หากปริมาณน้ำน้อย จะได้แจ้งเตือนเกษตรกรให้งดทำนาปรังในปลายปีนี้” นายทรงยศกล่าว

            อ่างเก็บน้ำหลายแห่งใน จ.บุรีรัมย์ ปริมาณน้ำกักเก็บน้อย นายยงศักดิ์ ประภาพันธ์ศักดิ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน จ.บุรีรัมย์ ระบุว่า อ่างเก็บน้ำหลายแห่งใน จ.บุรีรัมย์ ยังมีปริมาณน้ำกักเก็บน้อย โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก แหล่งน้ำดิบสำคัญที่ใช้ผลิตประปาหล่อเลี้ยงประชาชนในเขต อ.เมือง และ อ.ห้วยราช กว่า 23,000 ครัวเรือน มีปริมาณน้ำน้อย มีน้ำกักเก็บเพียงร้อยละ 14 ของปริมาณความจุกว่า 26 ล้านลูกบาศก์เมตร เหตุเพราะฝนไม่ตกในพื้นที่รับน้ำ เกรงว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤตไม่มีน้ำผลิตประปาช่วงหน้าแล้ง จึงเติมใส่อ่างห้วยจระเข้มากกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ยังไม่เพียงพอกับปริมาณน้ำดิบที่ใช้ผลิตประปา ต้องสูบน้ำสำรองในอ่างอย่างต่อเนื่อง หรือจนกว่าจะมีฝนตกและปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มขึ้นเกินระดับวิกฤติจึงจะหยุดสูบ คาดว่าเหลือเวลาอีกประมาณ 2 เดือน จะหมดฤดูฝนจะมีน้ำเข้าอ่างเพิ่มขึ้น แต่หากระดับน้ำยังไม่น่าไว้วางใจก็วางแผนจะสูบน้ำจากลำน้ำมาศมาเติมสำรองไว้ ในอ่าง เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี

            ส่วนที่เขื่อนปากมูน อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี กองโรงไฟฟ้าเขื่อนปากมูน ได้ลดระดับน้ำในเขื่อนปากมูนเปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บาน สูง 2 เมตร เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำมูนลงสู่แม่น้ำโขง เตรียมป้องกันปัญหาน้ำมูนเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชน ทั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะลดระดับน้ำเขื่อนปากมูลตั้งแต่วัน ที่ 3 สิงหาคมเป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 10 วัน

            ขณะที่ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่ง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเฉลี่ย 4.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 36 ของความจุกักเก็บทั้งหมด ได้แก่ ลำตะคอง มีปริมาณน้ำ 74 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 23.56 มูนบนมีปริมาณน้ำ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 31.95 ลำแชะมีปริมาณน้ำ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 43.96 ลำพระเพลิง มีปริมาณน้ำ 29 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 27.02 และลำปลายมาศ มีปริมาณน้ำ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 51.37

            โดยสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา ได้ดำเนินการตามแผนการจัดการน้ำในช่วงที่ 2 เริ่มกรกฎาคม-ธันวาคม เป็นการจัดการน้ำในฤดูฝนต้องเฝ้าสังเกตปริมาณที่ไหลเข้าอ่าง เพื่อบริหารน้ำให้ใช้ได้ถึงในช่วงที่ 1 ของปีถัดไป

            ทั้งนี้ ปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนหลักของกรมชลประทาน 10 แห่ง จาก 33 แห่ง มีน้ำอยู่ในอ่างเฉลี่ยที่ร้อยละ 30 ที่น่าเป็นห่วงคือ เขื่อนหลักในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้งพื้นที่การเกษตรใน ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี กำลังขาดแคลนน้ำใช้ทำนา คิดเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ จากปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวนาปี ซึ่งลงมือปลูกไปกว่า 2 เดือน ไม่มีน้ำ แม้ว่าตามมติของกลุ่มผู้ใช้น้ำแล้ว มีการทำข้อตกลงร่วมกับชลประทานที่จะจ่ายน้ำเข้าสู่พื้นที่ให้ชาวนาทำนาปีใน วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป แต่จากภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้พื้นที่ ต.บางแก้ว ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะด้วยโครงสร้างของพื้นที่ เน้นการทำนาปี และอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก และเมื่อฝนทิ้งช่วงเช่นนี้ จึงสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรที่ทำนาไปแล้ว

            นายเอกชัย เตียเจริญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว กล่าวว่า ชาวบ้านบางแก้วกว่า 200 ครอบครัว กำลังเดือดร้อนเรื่องไม่มีน้ำทำนา เนื่องจากขณะนี้เข้าฤดูการทำนาปี บางครอบครัวเริ่มลงมือทำนาแล้ว แต่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ทั้งที่ตามฤดูกาลแล้วนี่คือช่วงที่นาข้าวจะได้รับน้ำฝน

            นายพิภพ ม่วงนาค ชาวนา ต.บางแก้ว วัย 63 ปี บอกว่า หากเป็นไปได้อยากให้กรมชลประทานขุดคลองให้มีความกว้างขึ้น เพื่อให้การจัดสรรน้ำเข้าสู่พื้นที่ได้มากขึ้น

            สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางตอนบนต่อเนื่องถึงภาคเหนือนั้น นายสมหวัง ปารสุขสาร ผู้อำนวยการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำเข้าเขื่อนแควน้อยเริ่มดีขึ้น หลังจากฝนตกในพื้นที่ อ.นครไทย และ อ.ชาติตระการ มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเขื่อนเฉลี่ยวันละ 9.69 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ขณะนี้มีน้ำในเขื่อนแควน้อยแล้ว 245.6 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นความจุของเขื่อน 26.16% ซึ่งเมื่อเทียบกับเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา ถือว่าดีกว่า มีน้ำเข้าเขื่อนมากกว่า ส่วนการระบายน้ำนั้นทางเขื่อนแควน้อยระบายอยู่ที่ 1.728 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถือว่าระบายลดน้อยลงจากเดิมกว่าเท่าตัว

        ปริมาณฝนที่ตกทางภาคเหนือ ทำให้แม่น้ำน่านเริ่มปรับขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในตัวเมืองพิษณุโลก ระดับน้ำแม่น้ำน่านอยู่ที่ 1.5 เมตรแล้ว ทำให้ทางเทศบาลนครพิษณุโลกสามารถผลิตน้ำประปาได้ โดยไม่ต้องส่งน้ำไปช่วยเหมือน 3 วันที่แล้ว ที่มีระดับน้ำน้อยมาก ไม่สามารถผลิตน้ำประปาที่สะอาดและมีคุณภาพได้ ในช่วงนี้หากพายุเข้าฝนตกมากยิ่งเป็นผลดีกับเขื่อนแควน้อย ที่จะสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้มาก โดยคาดการณ์ว่าช่วงเดือนตุลาคม เขื่อนแควน้อยจะกักเก็บน้ำได้ 90% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มาสามารถกักเก็บน้ำได้ 100% ของความจุอ่าง และสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในที่ราบลุ่มเจ้าพระยาในฤดูกาลกัก เก็บได้อย่างแน่นอน" นายสมหวังกล่าว

            นายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า เริ่มเก็บกักน้ำที่ไหลเข้าวันละกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณฝนที่ตกใน จ.น่าน เริ่มไหลเข้าสู่เขื่อนสิริกิริติ์ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากที่มีปริมาณน้ำใช้งานเพียงร้อยละ 6 หรือ 567 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 12 หรือ 790 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำทั้งหมด 3,636 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 5,873 ล้านลูกบาศก์เมตร

            การพร่องน้ำของเขื่อนสิริกิติ์เป็นไปตามแผนจากมติที่ประชุมของคณะอนุกรรม การติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เป็นการระบายน้ำตามนโยบายของรัฐบาล ต้องการกักเก็บน้ำในเขื่อนหากปริมาณฝนในช่วงฤดูฝนปีนี้น้อย หรือ ฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำที่เก็บกักอย่างเต็มในอัตราในช่วงน้ำเหนือสูง จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง" นายธนรัชต์กล่าว

            ส่วนเจ้าหน้าที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ระบุว่า อ่างเก็บน้ำมีปรริมาณ 4,174 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 31.01 ระบายออกวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อนำน้ำไปใช้ในการเกษตร และด้านอื่นๆ ขณะที่น้ำไหลเข้า จำนวน 20-30 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ระดับน้ำอยู่ที่ 4,216.7 ล้านลูกบาศก์เมตร จากสถานการณ์น้ำดังกล่าวทำให้น้ำเพิ่มมากขึ้นกว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา ที่ค่อนข้างแล้ง น้ำเข้าน้อย โดยช่วงนี้ฝนที่ตกเหนือเขื่อนยังน้อยมาก แต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนการที่พายุลูกใหม่จะเข้ามาทางด้านภาคเหนือตอนบนหรือไม่นั้น ต้องดูสถานการณ์ต่อไป

            ขณะที่ นายบารมี หงส์ลำพอง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดตาก กล่าวว่า เขื่อนภูมิพลใช้ระบบการจัดการน้ำร่วมกับเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อย ซึ่งการจะระบายออกจากเขื่อนนั้น ต้องแล้วแต่คณะกรรมบริหารการจัดการน้ำจะพิจารณา ทั้งนี้จะดูจากองค์ประกอบหลักที่สำคัญ 4 ประการ คือ 1.เพื่อการอุปโภคบริโภค 2.เพื่อรักษาระบบนิเวศ 3.เพื่อการเกษตร และ 4.เพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆ ในช่วงฤดูฝนนี้การจัดสรรระบบน้ำให้พื้นที่การเกษตรอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างปกติ ทั้งนี้ก็แล้วแต่สภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ด้วย

            อย่างไรก็ตาม ต้องใช้น้ำจากเขื่อนต่างๆ เพื่อนำมาสนับสนุนด้านการเพาะปลูก การอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศควบคู่กันไปด้วย ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ และสร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรไว้แล้ว

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก  ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม 2556

รายงาน :  สุญาณี สุทธิพงศ์ ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]