58 ปี ปฏิบัติการฝนหลวง น้อมนำพระราชดำริแก้ปัญหาภัยแล้ง

               เมื่อมีฝนก็มีมากเกินพอ จนเกิดปัญหานํ้าท่วม เมื่อหมดฝนก็เกิดปัญหาภัยแล้งตามมา นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของความยากจนของประชาชน เมื่อแหงนมองท้องฟ้ามีเมฆมาก แต่ลมพัดพาผ่านไปไม่ตกเป็นฝนน่าจะมีวิธีบังคับให้ฝนตกสู่พื้นที่แห้งแล้งได้...”

          พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยือนราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของพสกนิกรอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของฝนตามธรรมชาติ

        ระหว่างทางที่เสด็จพระราชดำเนินทั้งภาคพื้นดิน และอากาศยาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังเกตเห็นเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่รวมตัวกันจนเกิดเป็นฝน เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาวทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝนจึงมีพระราชดำริว่า น่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อตัวรวมกันจนเกิดเป็นฝน โดยทรงเชื่อมั่นว่า ด้วยลักษณะของภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของลมมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน และเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถผันแปรสภาพอากาศให้เกิดเป็นฝนตกได้ จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” (Artificial rain) ให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยและประดิษฐ์ด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้นรับไปดำเนินการ

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในความเดือดร้อนของพสกนิกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ต้องใช้นํ้าในการทำเกษตรกรรม พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายในการคิดค้น วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวงจนประสบผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้ง นอกจากนี้ยังพระราชทานข้อแนะนำซึ่งถือเป็นพระบรมราโชบายในการพัฒนาฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำพาประชาชนและประเทศชาติให้รอดพ้นวิกฤติภัยแล้งได้ในทุกครั้ง

        ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดให้ วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมพระบารมี และร่วมกันเฉลิมพระเกียรติถวายสดุดีในทุก ๆ ปี

        นับจากวันนั้นจวบจนกระทั่งปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าวขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนในการสนองพระราชประสงค์ โดยในปีเดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงบนท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรก

        ต่อมา ได้มีปฏิบัติการฝนหลวงโดยทดลองหยอดก้อนนํ้าแข็งแห้ง ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว ไปที่ยอดเมฆความสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว และจากการติดตามผลโดยการสำรวจภาคพื้นดิน ก็ได้รับรายงานยืนยันจากชาวบ้านว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่บริเวณวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด การทดลองดังกล่าวจึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่บ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และความสำเร็จดังกล่าว ยังส่งผลให้มีการพัฒนา ปรับปรุง และต่อยอดโครงการฝนหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

            พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า กองทัพอากาศเข้าร่วมปฏิบัติการสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริการทำฝนเทียมเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2515 เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่สามารถจัดหาเครื่องบินสนับสนุนเพียงพอต่อการร้องขอของราษฎรได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงห่วงใยต่อความทุกข์ของพสกนิกรอยู่เป็นนิตย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี “คณะปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ” (เดิมเรียกกันว่า “ฝนหลวงพระราชทาน” เพิ่มขึ้นอีก 1–2 คณะ โดยขอความร่วมมือจากเหล่าทัพต่าง ๆ ในการสนับสนุนเครื่องบิน ดังนั้นจึงเป็นปีแรกที่กองทัพอากาศ เข้าร่วมปฏิบัติการฝนหลวง โดยได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 4 (C-123 B) ซึ่งสามารถบรรทุกสารเคมีได้ 2,000-3,000 กิโลกรัม/เที่ยวบิน เข้าร่วมปฏิบัติการ 1 เครื่อง โดยตั้งฐานปฏิบัติการเป็นครั้งแรกที่กองบิน 53 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

            หลายปีต่อมา ได้เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง การร้องขอฝนหลวงมีมากกว่า 40-63 จังหวัด เกินที่ขีดความสามารถของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะรับได้ จึงมีการร้องขอความร่วมมือไปยังเหล่าทัพต่าง ๆ ในการสนับสนุนเครื่องบิน ตลอดจนการเช่าเครื่องบินจากภาคเอกชนมาใช้งาน เพื่อให้มีคณะปฏิบัติการ 4-5 คณะเท่าที่จะทำได้ และ ในปี พ.ศ.2530 กองทัพอากาศ ได้เข้าร่วมการปฏิบัติการฝนหลวงสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริการทำฝนเทียม ใน ’คณะปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ” เป็นปีที่ 3 จากที่เข้าร่วมครั้งแรกเมื่อปี 2515 และครั้งที่สองเมื่อปี 2517

            กองทัพอากาศ ได้เริ่มทำการดัดแปลงเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 9 (Nomad) จำนวน 3 เครื่อง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจฝนหลวง ต่อมาได้ดัดแปลงเพิ่มเติมอีก 3 เครื่อง รวมเป็น 6 เครื่อง และได้เริ่มทำการดัดแปลงเครื่องบินโจมตีและธุรการแบบที่ 2 (AU-23A) เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจฝนหลวง โดยเรียกบรรจุเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 4 ก (C-123K) จำนวน 3 เครื่อง ที่เดิมปลดประจำการจากฝูงบิน 602 กองบิน 6 ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 และนำไปเก็บรักษาไว้ที่ กองบิน 2 ลพบุรี (ต่อมามูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยได้ขอไปใช้งาน) กลับเข้าประจำการอีกครั้ง เพื่อใช้ปฏิบัติภารกิจ “ฝนหลวง” เนื่องจากกองทัพอากาศ ขาดแคลนเครื่องบินที่จะใช้ปฏิบัติการ

            ศูนย์วิทยาศาสตร์และพัฒนาระบบอาวุธ กองทัพอากาศ ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการวิจัยและพัฒนาระบบกระสุนซิลเวอร์ไอโอไดด์ เพื่อใช้กับเครื่องบินของหน่วยบินฝนหลวงในการปฏิบัติการฝนหลวงที่ระดับความสูงกว่า 2 หมื่นฟุต จากนั้นกองทัพอากาศได้ทำการพัฒนาระบบเครื่องยิงกระสุนดังกล่าวและทำการติดตั้งกับเครื่องบินโจมตีแบบที่ 6 (A-37B) ของฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี เพื่อใช้ในการสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกสภาพอากาศ ซึ่งใช้ปฏิบัติการอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งเครื่องบินโจมตีแบบที่ 6 ปลดประจำการ

            ในปี พ.ศ.2539 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี กองทัพอากาศได้จัดทำโครงการปรับปรุงเครื่องบินลำเลียงแบบ 2 (C-47) ซึ่งปลดประจำการแล้ว จำนวน 6 เครื่อง ให้มีสมรรถนะสูงขึ้น และกำหนดชื่อเรียกเครื่องบินแบบนี้ว่า บ.ล.2 ก (BT-67) พร้อมกันนี้ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ประดับที่บริเวณแพนหางดิ่งของ บ.ล.2 ก (BT-67) ทั้งนี้ ประเทศไทยประสบภัยแล้งเพิ่มมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความต้องการขอรับการสนับสนุนเครื่องบินจากกองทัพอากาศเพิ่มเติม จึงได้พิจารณาดัดแปลงเครื่องบินแบบ บ.จธ.2 (AU-23) จำนวน 6 เครื่อง เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจฝนหลวง

            ด้านโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโน โลยีฝนหลวง กองทัพอากาศร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง โดยพิจารณาดัดแปลงเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha Jet) ให้สามารถปฏิบัติภารกิจการทำฝนในเมฆเย็นได้และพัฒนาอุปกรณ์ยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ และปรับปรุงประสิทธิภาพของพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            เมื่อวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมทั้งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศเข้าเฝ้าฯ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (ALPHA JET) จำนวน 2 เครื่อง เป็นเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

            กองทัพอากาศ ได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์การยิงกระสุนซิลเวอร์ไอโอไดด์เข้าสู่เมฆเย็น กับเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 โดยสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ร่วมกันทดสอบการใช้งานแล้วได้ผลดี เป็นเพราะ ALPHA JET สามารถบินที่ความสูงมากกว่า 10,000 ฟุต ซึ่งเป็นข้อจำกัดของเครื่องบินใบพัดทั่วไป เพราะเครื่องยนต์ไอพ่นสามารถทำงานได้ดีกว่าเครื่องยนต์ใบพัดในความสูงมาก ๆ อีกทั้งการก่อตัวของเมฆฝนจะเป็นการก่อตัวทางตั้ง ดังนั้น เมฆที่มีความชื้นและขนาดพอเหมาะจึงมักจะมีความสูงถึง 10,000 ฟุตขึ้นไป
 

               ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ทรงสนพระทัยในการปฏิบัติภารกิจของเครื่องบินโจมตี ALPHA JET พร้อมทั้งมีพระราชดำรัสแก่ผู้บัญชาการทหารอากาศ ตอนหนึ่งว่า “เครื่องบิน ALPHA JET ใช้ให้ดีจะเป็นประโยชน์อย่างมาก” ซึ่งกองทัพอากาศสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และจะได้น้อมนำพระราชดำรัสดังกล่าว มาเป็นหลักในการดำเนินงานสนองโครงการพระราชดำริฝนหลวง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้งในทั่วทุกภาคของประเทศต่อไป

            ปัจจุบัน กองทัพอากาศได้สนองพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโครงการพระราชดำริฝนหลวง โดยจัดเตรียมอากาศยานจำนวน 12 เครื่อง ประกอบด้วย เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก จำนวน 4 เครื่อง เครื่องบินโจมตีทางธุรการแบบที่ 2 จำนวน 6 เครื่อง และเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 จำนวน 2 เครื่อง นอกจากนี้ยังสนับสนุนฐานปฏิบัติการให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมด 11 กองบินทั่วประเทศ

            สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงนั้น กองทัพอากาศกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะร่วมกันปฏิบัติ โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยว ชาญของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการกำหนดพื้นที่ และปริมาณสารฝนหลวงที่ต้องใช้ ตลอดจนวิเคราะห์สภาพแวดล้อมว่าจะเอื้ออำนวยในการทำฝนหลวงหรือไม่
ผลการปฏิบัติภารกิจฝนหลวงของ กองทัพอากาศโดยเฉลี่ยจะทำการบินปีละประมาณ 600 เที่ยวบิน คิดเป็นเวลาบินเฉลี่ยประมาณ 800 ชม.บิน ใช้สารฝนหลวงประมาณ 1,000 ตันต่อปี ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ปฏิบัติภารกิจยับยั้งพายุลูกเห็บ จำนวน 200 นัดต่อปี และพลุสารดูดความชื้น จำนวน 100 นัดต่อปี ซึ่งผลการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวประสบผลสำเร็จอย่างดี เป็นผลให้ปริมาณนํ้าในเขื่อน และปริมาณนํ้าฝนในพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก สามารถบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งได้อย่างดียิ่ง

            การปฏิบัติ ปี 2556 กองทัพอากาศสนับสนุนการบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวง จำนวน 665 เที่ยวบิน 771.5 ชม.บิน ใช้สารฝนหลวง จำนวน 936.4 ตัน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 167 นัด และใช้พลุสารดูดความชื้น จำนวน 56 นัด การประเมินผล ปี 2556 มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 243 วัน มีฝนตก 238 วัน คิดเป็นร้อยละ 97.94 โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับการรายงานฝนตกจากการสังเกตด้วยสายตา การตรวจวัดด้วยเรดาร์ และเครื่องวัดนํ้าฝนอัตโนมัติ มีฝนตกรวม 66 จังหวัด คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 308 ล้านไร่ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติได้ประมาณ 187 ล้านไร่ และกองทัพอากาศปฏิบัติได้ ประมาณ 120 ล้านไร่

            กว่า 5 ทศวรรษ ที่กองทัพอากาศได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา ในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริฝนหลวงอันสืบเนื่องมาจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้
“พวกเราจะมุ่งมั่น ทุ่มเทต่อไป เพื่อสานต่อโครงการอันเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ โดยมุ่งหวังจะเติมความชุ่มชื้นให้กับผืนแผ่นดินไทย ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

        นี่คือคำปณิธานตั้งมั่นของชาวลูกทัพฟ้าที่พร้อมจะสืบสานโครงการพระราชดำริฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ยั่งยืนสืบไป.


แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556

รายงาน :  เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]