การออกแบบเพื่อป้องกันภัยธรรมชาติ

         ปัจจุบันนี้ ภัยที่เกิดจากธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม และคลื่นยักษ์สึนามิ ล้วนมีผลกระทบโดยตรงกับอาคารเป็นอย่างยิ่งนับเป็นความเสียหายที่ไม่อาจประเมินมูลค่าได้ ภัยธรรมชาติเหล่านี้มนุษย์ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เลย ซึ่งมันได้ส่งผลที่จะตามมาหลังจากเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น รอยเลื่อนของแผ่นดิน ทำให้ดินโคลนถล่ม แกนโลกเอียงซึ่งทำให้เกิดอุณหภูมิที่สูงขึ้นจนทำให้น้ำแข็งละลาย น้ำใกล้ท่วมโลก ตามทำนายปี ค.ศ. 2012 เหตุการณ์เหล่านี้ เราจะเตรียมตัวรับมือต่าง ๆ กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

        ในประเทศไทยเราถึงแม้จะมีกฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารเพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2550 เป็นต้นมา ว่าอาคารสูงที่ก่อสร้างต้องสามารถทนแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวได้อย่างน้อย 5 ริคเตอร์ แต่กฎหมายนี้อาจจะไม่ควบคุมไปถึงอาคารบ้านเรือนโดยทั่วไปที่ไม่ใช่ตึกสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสียได้มากมาย เนื่องจากโครงสร้างของอาคารบ้านเรือนทั่วไปนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างที่แข็งแรงทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้มากเหมือนคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ ๆ

        ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความพร้อมเรื่องการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติขั้นรุนแรง และสถานการณ์ฉุกเฉินที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง ญี่ปุ่นได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการสร้างที่พักอาศัย และอาคารสาธารณูปโภคต่าง ๆ จะมีข้อกำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทั้งในเรื่องของข้อกำหนดในการออกแบบที่จะต้องคำนึงถึงการออกแบบให้โครงสร้างมีความสามารถในการต้านทานแรงต่าง ๆ ที่จะกระทำกับโครงสร้างได้ในระดับที่ยอมรับได้ หรือ การเลือกใช้วัสดุที่จะนำมาใช้ในโครงสร้างต่าง ๆ เช่น การใช้งานโครงสร้างเหล็กในประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากปัจจัยหลายประการ ทั้งคุณสมบัติเชิงกลของเหล็กที่มีความเหนียวสูง เพราะรับแรงดึงได้

        สนามบินคันไซของญี่ปุ่นเป็นการลงทุนถมทะเลเพื่อก่อสร้างสนามบินโดยตรงแล้วสร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่ แต่เป็นเกาะจำลองที่สร้างขึ้นจากขยะที่ถูกอัดบีบจนแน่นแล้วนำมาถมทะเลจนกลายเป็นเกาะ สนามบินคันไซสร้างขึ้นทางใต้ของอ่าวโอซาก้า โดยที่ขอบของสนามบินที่กั้นน้ำทะเลนั้นทำจากหินและคอนกรีตและยังมีการสร้างกำแพงเขื่อนกันสึนามิ โดยออกแบบให้โค้งและยาวตามแนวชายหาดที่เข้ามาจากทะเลราว 200-300 เมตร แบบที่จังหวัดเซ็นได มันจะช่วยชะลอความแรงและรับความสูงของคลื่นได้มาก ลองคิดดูว่า ถ้าหากไม่มีกำแพงเขื่อนนี้จะเกิดความเสียหายมากมายขนาดไหน

        ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์ซึ่งมีการสร้างบ้านเรือแพ เพื่อรองรับน้ำท่วมโลก เวลาน้ำหลากเข้าเมือง ทุ่นเรือบ้านจะสามารถลอยน้ำได้ทันที ทำให้บ้านไม่จมน้ำ

        การถมเกาะของฮอลแลนด์และญี่ปุ่นทำกันมาอย่างช้านาน ฮอลแลนด์เป็นประเทศที่ต่ำกว่าทะเลอยู่ 3-5 เมตร แต่ก็สามารถอยู่เหนือผิวระดับน้ำทะเลได้ เพราะถมเกาะโดยขยะและระเบิดภูเขามาถม (แต่ต้องผ่านรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน)
 

        ประเทศนอร์เวย์ สร้างที่เก็บเมล็ดพันธุ์และสัตว์ทุกชนิดไว้ในภูเขาเพื่อเก็บไว้ให้พ้นระดับน้ำทะเลและห่างไกลแผ่นดินไหวเหมือนเรือโนอาในพระคัมภีร์

        ประเทศจีน กวางเจา เซี่ยงไฮ้ ฯลฯ จัดผังเมืองแบบยุโรปหรือประเทศที่เจริญแล้ว ย่านอุตสาหกรรมอยู่รวมกลุ่มชัดเจน เมืองก็อยู่ส่วนในเมือง โดยมีอาคารล้อมรอบ ลานคนเดินตรงกลาง ซึ่งแปลว่าถนนกับท่อระบายน้ำวิ่งรอบและอยู่ต่ำกว่าที่คนพักอาศัย การระบายน้ำง่ายกว่า เหตุแผ่นดินไหวที่เฉินตูที่ยังแก้ไม่ได้เพราะภูมิประเทศเป็นหุบเขาอยู่เยอะมาก (แผ่นดินไหวตั้งแต่สมัยสามก๊ก 2,000 ปีที่แล้ว) ถ้าบางที่สู้ภัยธรรมชาติไม่ได้ก็ต้องย้ายไปอยู่ในแนวที่ปลอดภัย

        ประเทศไทย มีบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่สนใจทำจริงจัง คือ AMATA CASTLE โดยคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ที่สร้างคล้ายกับประเทศนอร์เวย์ สามารถกันได้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันระเบิดปรมาณู ซึ่งรัฐบาลไทยในตอนนี้คิดที่จะสร้างเขื่อนรอบกรุงเทพฯนั้น คิดว่าน่าจะไม่พอเฉพาะที่รอบกรุงเทพฯ น่าจะมีอีกหลายจังหวัดที่ต้องเสี่ยง เช่น กาญจนบุรี เชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต เป็นต้น

            ไม่ว่าจะถมหรือสร้างเขื่อนหรือทำอุโมงค์อะไรก็ตาม รีบมาทำกันเถอะครับเดี๋ยวไม่ทันการ.

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 กันยายน 2554

รายงาน :  เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน ส่วนส่งเสริมการจัดการ

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]