กรมทรัพยากรน้ำจับมือเอกชนกู้วิกฤติแล้ง! จัดหาแหล่งน้ำช่วยชาวอีสาน

                                                                                                             เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน
วิศวกรชำนาญการ
 

                 “ทรัพยากรน้ำ” น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ต้องอาศัยน้ำ นอกจากนี้ น้ำยังเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นการผลิตในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการ โดยเฉพาะการผลิตในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาห กรรมเกษตร ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่ต้องใช้น้ำเป็นปริมาณมาก แต่ทรัพยากรน้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ในโลกมีน้ำอยู่ประมาณ 1,234 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำจืดเพียงร้อยละ 5 และประมาณ 4 ใน 5 ของน้ำจืดที่มีอยู่ เป็นน้ำแข็งในเขตขั้วโลก นอกจากนี้ยังเป็นน้ำใต้ดินถึงร้อยละ 99 ของน้ำจืดที่เป็นของเหลว

        ประเทศไทยมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อหัวเท่ากับ 3,344 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่ยอมรับได้ขององค์การสหประชาชาติคือ ต้องไม่น้อยกว่า 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี หมายความว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ ยกเว้นในช่วงฤดูแล้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างสูง เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อหัวมากที่สุดในเอเชียคือ 36,071 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี มาเลเซียมี 26,105 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี เมียน มาร์มี 18,442 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี กัมพูชามี 9,201 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี และเวียดนามมี 4,690 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี


        ปัญหาวิกฤติน้ำในอดีตส่วนใหญ่เป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งตามวงจรของธรรมชาติ ในการจัดการน้ำของรัฐในอดีตเป็นการจัดหาน้ำในฤดูแล้งให้มากขึ้น เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำรวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็ก แม้แต่การจัดการน้ำในระบบชลประทานราษฎร์หรือเหมืองฝายของชาวบ้านก็เป็นการจัดหาน้ำเช่นเดียวกัน โดยมีการจัดสรรน้ำกันภายในหมู่สมาชิกโดยมีกติกาทางสังคมควบคุม การขาดแคลนน้ำเริ่มเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ปัญหาการจัดหาน้ำก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ปัญหาจากการต่อต้านการสร้างเขื่อน ปัญหาด้านการชดเชยชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะด้านระบบนิเวศของป่าไม้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการจัดสรรน้ำ แต่รัฐยังขาดทั้งกติกาและเครื่องมือในการจัดสรร ทำให้ความขัดแย้งด้านการใช้น้ำนับวันก็ยิ่งจะรุนแรงขึ้น นอกจากปัญหาการขาดแคลนน้ำแล้ว ยังมีปัญหาคุณภาพน้ำและปัญหาอุทกภัยซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสำคัญและนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

        ผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 32.7 มีความเห็นว่าปัญหาการเกิดภาวะภัยแล้งและอุทกภัย เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ

        เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชัยพร ศิริพรไพบูลย์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และหน่วยที่เกี่ยวข้อง นำสื่อมวลชนส่วนหนึ่ง เดินทางลงพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เพื่อศึกษาดูงานโครงการต่อยอดท่อส่งน้ำ สถานีสูบน้ำพลังงานไฟฟ้ามิตรบ้านลาด ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว และโรงงานน้ำตาลรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม (มิตรภูเขียว) ต.โคกสะอาด อ.ภูเขียว

        เนื่องจากที่นี่มีการจัดการน้ำที่น่าสนใจและสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสำหรับโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤติน้ำ 19 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งศึกษาพัฒนาระบบเครือข่ายน้ำที่จะกระจายน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่เกษตรน้ำฝนในภาคอีสาน เพื่อปลูกพืชอาหาร พืชพลังงาน และพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวฟ่างหวาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นครัวโลกและศูนย์พลังงานทดแทน

        นายชัยพร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า วิกฤติน้ำในภาคอีสานทุกปีฤดูร้อนจะพบปัญหา “ภัยแล้ง” เข้าสู่ฤดูฝนพบปัญหา “น้ำท่วม” เมื่อภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีอาชีพส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เช่น ปลูกข้าว ทำไร่ต่าง ๆ ซึ่งจะพบว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรจะอยู่ในพื้นที่ของตนเองเพื่อทำไร่ ทำนา พอเข้าสู่ฤดูแล้งน้ำในนาไม่พอ หรือไม่มีน้ำให้ทำนา ทำไร่ ประชากรในภาคอีสานต้องอพยพทำมาหากินเลี้ยงชีพในชุมชนเมืองจึงเกิดปัญหาความยากจน และปัญหาสังคมขึ้นมา

        ดังนั้นกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุ่มงบประมาณ 1.1 พันล้านบาท ดำเนินโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤติน้ำ 19 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการศึกษาครอบคลุมทั้งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล รวมทั้งพื้นที่ทั้งหมด 167,356 ตร.กม. อยู่ในเขตการปกครอง 20 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย หนองคาย สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด อุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา และ จ.บึงกาฬ

        การศึกษาดูงาน โครงการนำร่องการจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลร่วมกับผิวดิน โครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤติน้ำ 19 พื้นที่ ที่โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรอุตสาหกรรม (มิตรภูเขียว) อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เพื่อทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ศึกษาการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ในระดับลุ่มน้ำโขง ชี มูล โครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤติน้ำ 19 พื้นที่ ภาครัฐได้รับความร่วมมืออย่างดีกับภาคเอกชน โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ภาคเอกชนได้ช่วยส่งเสริมภาครัฐหาแหล่งน้ำมาให้ภาคเกษตรกรที่เป็นชาวไร่อ้อย จนสามารถปลูกพืชในระยะสั้นทำเงินให้กับตนเองในการดำรงชีวิตไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่เกษตรกรต้องมีใจในการทำงานร่วมกับรัฐ เอกชน ด้วยการช่วยเหลือตนเองด้วย โดยการจัดหาน้ำ และจัดทำระบบจัดการน้ำที่ดีให้กับตนเองเช่นกัน

        นายชัยพร กล่าวด้วยว่า การดำเนินโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤติน้ำ 19 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมทรัพยากรน้ำได้แสวงหาแหล่งน้ำให้กับเกษตรกร ประชากร ไม่ให้ประสบภัยแล้ง จากแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ ห้วย หนอง คลอง บึง ซึ่งจะต้องรักษาไว้ปรับปรุงให้ดีขึ้น พร้อมกับจะสร้างแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นให้ได้มากที่สุด รวมทั้งการผันน้ำให้กับเกษตรกรได้มีน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคตลอดปี ด้วยงบประมาณในโครงการ 1,100 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี 2555 ซึ่งโครงการดังกล่าวต้องเสร็จสิ้นภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ถือว่าเป็นการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนเกษตรกรเพิ่มขึ้นให้พ้นความยากจน สนองนโยบายของรัฐบาลที่จะให้ประเทศไทยเป็น “ครัวโลก” ซึ่งจะทำให้จีดีพีของประเทศไทยเพิ่มแบบยั่งยืน.


แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 6 มีนาคม 2555

[ประปาไทย.คอม] [นานาน่ารู้]