น้ำบาดาลทางเลือกยามวิกฤติน้ำ


จำเลยของสารพัดข้อกล่าวหา มักหนี้ไม่พ้น น้ำบาดาล ที่ถูกกตราหน้าว่าเป็นตัวการทำดินทรุด จาการสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่มากเกินพอดี แต่เมื่อเหรียญยังมี 2 ด้าน ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำบาดาล ก็เช่นกัน เพราะนอกจากปัจจุบันจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญในหลายพื้นที่ซึ่งน้ำประปายังไม่สามารถไปถึงแล้ว ในอนาคตข้างหน้าหากวันใดเกิดสถานการณ์ความมั่นคงของน้ำที่เข้าขั้นวิกฤติ ทั้งในยามปกติและยามเกิดอุทกภัยโดยเฉพาะน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย เมื่อปลายปี 2554
แหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล ย่อมกลายเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่ทุกคนเริ่มหันกลับมามอง
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งในอดีตถูกมอว่ามีบทบาทสมกับชื่อกรม คือเหมือนอยู่ใต้บาดาลไม่มีใครให้ความสำคัญ จึงเริ่มถูกจับตาและให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากในข้อเท็จจริง น้ำบาดาลหรือแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดิน นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคที่สำคัญแล้ว ยังเป็นแหล่งน้ำสำรองที่ใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในยามขาดแคลนน้ำผิวดินด้วย
ที่สำคัญน้ำบาดาลยังมีศักยภาพและปริมาณมากว่าน้ำผิวดินถึง 24 เท่า เพียงแต่ยังไม่มีใครพูดถึงและดึงศักยภาพของน้ำบาดาลามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด “ ในอีก 5 ปี ข้างหน้าสัดส่วนความต้องการใช้น้ำจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 ทำให้แนวโน้มว่าแหล่งน้ำผิวดินจะมีไม่เพียงพอและเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีอยู่กว่า 131 ล้านไร่ แต่อยู่ในเขตชลประทานเพียง 29.34 ล้านไร่เท่านั้น ที่เหลืออีกว่า 101 ล้านไร่ ยังเป็นพื้นที่การเกษตรที่พึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าฝนไม่ตกก็แล้ง ดังนั้น น้ำบาดาลต้องเข้ามา มีบทบาทในการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำของประเทศ” นายประณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำกล่าว พร้อมกับให้ข้อมูลด้วยว่า น้ำที่กักเก็บในเขื่อนทั้งประเทศ 33 เขื่อนมีน้ำอยู่ประมาณ 7.3 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ศักยภาพของน้ำใต้ดินมีเพียงพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์กว่า 1.1 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น น้ำบาดาลจึงเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการใช้น้ำภายในประเทศได้ในอนาคต
ที่สำคัญน้ำบาดาลซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่สำคัญแล้ว ยังสามารถใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการใช้ในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมได้อย่างดี เนื่องจากน้ำบาดาลมีศักยภาพปริมาณมากกว่าน้ำผิวดินถึง 24 เท่า นายปราณีตยังระบุด้วยว่า รัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญต่อภาคการเกษตร ซึ่งมีประชากรประมาณ 24 ล้านคน ให้มีความอยู่ดีกินดี สามารถเลี้ยงตนเองได้ ลดความเลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น โดยการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เพื่อการลงทุนและเทคโนโลยีภาคการเกษตร เพื่อผลผลิตต่อไร่และช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติ แต่จากสภาพความจริงหากเศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญเติมโตมากขึ้น ความต้องการใช้ทรัพยากรต่างๆ จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำ
แต่การจะนำน้ำบาดาลมาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จะต้องมีการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำบาดาล โดยเฉพาะภาคการเกษตรให้เหมาะสม สมดุลและเกิดปะโยชน์คุ้มค่าสูงสุดเพื่อให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและยังยืน


ล่าสุดกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดประชุมวิชาการเรื่อง “น้ำบาดาลกับความมั่นคงทางการเกษตร” เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้เกิดแนวทางในการบริหารจัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพตามกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรน้ำของภาคการผลิตต่างๆ และให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดเพื่อให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือก ที่มีประสิทธิภาพแลยั่งยืน “แหล่งน้ำบาดาลทั้งประเทศในความลึก 100 เมตร การขุดบ่อบาดาลสามารถทำได้เร็วและไม่เสียพื้นที่อย่างเช่น การขุดลอกลำน้ำสาขานอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังได้วิจัยเรื่องการเติมน้ำลงใต้ดินเพื่อเก็บกัก ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียนรู้จากบทเรียนในช่วงเกิดมหาอุทกภัยที่ผ่านมา ซึ่งน้ำได้ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าว และเพื่อส่งเสริมให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่ยั่งยืน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงมีโครงการที่จะขุดเจาะเพิ่มอีก 3,000 บ่อ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่มีความต้องการ เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี เลย ชัยภูมิและกาฬสินธุ์ เป็นต้น
ส่วนข้อกังวนถึงผลกระทบเรื่องการทรุดตัวของแผ่นดิน ที่มีการสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่มากเกินพอดี ได้รับการยืนยันจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่า กรมฯ สามารถควบคุมการใช้น้ำบาดาลอยู่ในระดับ 1.2 ล้าน ลบ.ม/วัน แต่มีการใช้จริงเพียง 3.6 แสน ลบ.ม./วัน ประกอบกับพื้นที่ใดที่มีน้ำประปาก็จะไม่อนุญาตให้ขุดเจาะน้ำบาดาลอีก
ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีมาตรการควบคุมปริมาณการใช้น้ำบาดาลอย่างเข้มงวด โดยออก พ.ร.บ. น้ำบาดาลปี 2520 ควบคุมการประกอบการประกอบกิจการน้ำบาดาล ซึ่งจะต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง เราต้องมีการควบคุมปริมาณน้ำบาดาลให้ดีและสมดุล เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีมาตรการคุมเข้มในเรื่องการใช้น้ำบาดาลมากเกินไปจนทำให้น้ำบาดาลมากเกินไปจนทำให้น้ำบาดาลอันแน่นสูงทำให้พื้นดินขยายตัว ส่งผลกระทบต่อตึกสูง จนต้องมีการดูดน้ำบาดาลทิ้ง แต่หากใช้น้ำมากเกินไปก็ทำให้แผ่นดินทรุด จึงต้องมีการควบคุมให้ดี” นายประณีต กล่าวในที่สุด “ ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า การเรียนรู้และรู้จักนำทรัพยากรน้ำ เช่น แหล่งน้ำบาดาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ย่อมเท่ากับเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติ เพราะหนึ่งในแหล่งน้ำที่จะเป็นตัวเลือกยามวิกฤติ น่าจะหนีไม่พ้นน้ำบาดาลเป็นคำตอบสุดท้ายก็ได้



|ประปาไทยฯ|เทคโนฯ|


ที่มาทีมข่าวสิ่งแวดล้อม หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ