น้ำกับบทบาทในพิธีกรรมของไทย

 

พิธีกรรม  แปลว่า การงานที่ต้องทำให้เป็นลำดับ ทำเสร็จได้โดยระเบียบจึงจะเกิดผล พิธีกรรมไทยมีหลายแบบมาก และน้ำมีบทบาทในพิธีกรรมของไทย เพราะว่าสาระสำคัญของน้ำทางโบราณคติของสยามประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาวมอญ ลาว เขมร ฯลฯ พวกเขามีความเชื่อกันว่าน้ำเป็นมงคล สิ่งมงคล คือ เหตุที่นำเอาความเจริญมาให้แก่ผู้ที่ได้รับและได้ใช้น้ำด้วยกัน ความเป็นมงคลของน้ำ ท่านผู้รู้ได้ให้คำอธิบายไว้ถึง 10 ประการด้วยกัน คือ

                1.น้ำเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเหลว ไม่มีสี  ไม่มีรส  ไม่มีกลิ่น ฉะนั้นเราจึงมีคำพูดติดปากว่าน้ำใสใจจริง ถ้าแสดงน้ำใสใจจริงก็แสดงความจริงใจเหมือนน้ำ

                 2.น้ำเปลี่ยนรูปไปตามภาชนะที่ขังน้ำนั้นไว้ น้ำจะเปลี่ยนรูปอย่างกลมกลืน น้ำเป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวได้ดี  ไม่ว่าภาชะนั้นจะเป็นขวดแก้ว ภาชนะสูง หรือเล็ก น้ำก็เปลี่ยนรูปได้อย่างไม่ขัดเขิน เปรียบเหมือนคนฉลาดปรับตัวได้ อย่างน้ำก็เอาตัวรอดได้

                3.เป็นของเหลวที่ผิวราบเรียบเสมอ แม้จะถูกทำให้กระเพื่อมเท่าไร ไม่ช้าน้ำจะกลับรักษาผิวหน้าให้เรียบ สงบนิ่งดั่งโคลงโลกนิติที่ว่า " กระอองแม้ใส่น้ำคล่อง  มันจะกระฉอกและมีเสียงดัง แต่กระอองใส่น้ำเปี่ยมก็จะไม่กระฉอก และไม่เสียงดัง" เปรียบเหมือนคนรู้น้อย การกระฉอกคือคนที่ชอบคุยโอ้อวดเสียงดัง แต่ถ้าคนรู้มากเปรียบเหมือนน้ำที่เต็มเปี่ยมไม่จำเป็นต้องคุยโว น้ำเป็นมงคลที่ควรจะเป็นตัวอย่างของมนุษย์ คือ ทำให้กระเพื่อมอย่างไรก็ทำให้เป็นปกติได้ ยังมีคำเปรียบเทียบที่ว่า น้ำนิ่งไหลลึก " น้ำนิ่งไหลลึก" น้ำนิ่งคือความสงบของผู้ฉลาดเป็นอันตราย เป็นผู้สุขุมคัมภีรภาพ น้ำจึงเป็นความสงบที่มีฤทธิ์มีอำนาจ

                4.น้ำมีคุณลักษณะที่ตัดให้ขาดจากกันไม่ได้  " สายน้ำยังตัดสายสวาทจะตัดได้อย่างไร"

                5.น้ำมีคุณสมบัติเฉพาะตัว น้ำมีธรรมชาติไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำเป็นปกติ จะไม่ไหลทวนกลับ ดั่งเพลง " The River of no return" จึงใช้น้ำในการแสดงความสัตย์ที่จะสัญญาแก่กัน เป็นลักษณะการให้แบบชาวพุทธ ซึ่งให้ขาดไม่มีกรรมที่จะต่อกัน  ดังเช่น ในปี พ.ศ.2117 ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงหลั่งน้ำลงพสุธา เพื่อเป็นการประกาศตัดพระราชไมตรีระหว่างไทยกับพม่า

                

                6.น้ำมีสภาพปกติ ไม่แปรผัน แม้จะได้รับการแปรสภาพให้ร้อนจนกลายเป็นไอขึ้นไป ให้จับเป็นก้อนแข็ง สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ฉะนั้นน้ำจะทำอย่างไร ก็จะแปรสภาพเดิมได้อย่างดีนั่นคือ มงคล

                7.น้ำเป็นของเหลวที่มีคุณวิเศษในการชำระล้าง กำจัดสิ่งเป็นมลทินให้ ตรงจุดจึงใช้ในพิธีกรรม

                8.น้ำเป็นสิ่งที่มีคุณภาพระงับความร้อน และดับกระหาย เรื่องเล่าในสมัยรัชกาลที่ 1  คุณจอมแว่นได้เป็นคุณจอมเพราะเหตุใด สาเหตุเพราะท่านถวายน้ำให้รัชกาลที่ 1 ทรงดื่ม สมัยท่านเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกออกไปลาดตระเวน เกิดอาการร้อนกระหายจนไปถึงทิพกระท่อมของคุณแว่นและได้ขอน้ำดื่ม  คุณแว่นตักน้ำใส่จอกเล็กๆ รูดเอาใบมะขามอ่อนใกล้ๆนอกชาน โรยลงในขันสมเด็จเจ้าพระยาท่านก็ดื่มน้ำและบ่นว่าเหตุใดมีคนกระหายน้ำมาขอดื่มน้ำ  จึงเอาใบไม้โรยเข้าไปในน้ำดื่ม คุณแว่นทำเช่นนี้หลายครั้งโดยให้เหตุผลว่า การดื่มน้ำในขณะกระหายจัดทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้ ด้วยเหตุนี้เองคุณแว่นจึงได้เป็นคุณจอมที่มีอิทธิพลมากในราชสำนัก ฉะนั้นน้ำจึงดับกระหาย และดับร้อนได้

9.น้ำเป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติพิเศษ  ที่จะกำซาบ ซึมซับเข้าไปในคน สัตว์ และพืชดีกว่าธาตุอื่นๆ ด้วยเหตุนี้จึงนำน้ำมาเป็นน้ำสัตย์สาบาน น้ำพิพัฒน์สัตยา เพราะแทรกเข้าไปในทุกขุมขนได้ น้ำจึงเป็นสื่อหนึ่งในการทำพิธีกรรม

10.น้ำเป็นปัจจัยที่มนุษย์อาศัยยังชีพ  ถ้าขาดน้ำแล้วมนุษย์จะอยู่เช่นไร ชาวสยามยอมรับนับถือน้ำ จึงเลือกสรรแต่ละมงคลของน้ำมาใช้ในแต่ละพิธีการอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะคนไทยเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะที่สามารถยังชีพได้โดยรอดพ้นภยันตราย เพราะรู้จักเลือกใช้ ปรับใช้ และประสานประโยชน์ ดังเช่นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวไว้ว่า "นี่คือกิจวิสัยของคนไทยเพราะฉลาดในการเลือกใช้"

บทบาทของน้ำในพิธีกรรมมี 2 ประการ

1.พิธีกรรมที่ใช้น้ำเป็นสารัตถะสำคัญ  เป็นเนื้อหลักของพิธีกรรมโดยตรง คือการนำน้ำมาโดยตรงในพิธีกรรม

2.น้ำเป็นประเภทส่วนประกอบรองสารัตถะที่เป็นพิธีกรรม เช่น ประเพณีไล่เรือ น้ำ เป็นส่วนประกอบรองของพิธีกรรมนี้ แต่วัตถุประสงค์นั้น คือ การเสี่ยงทาย ประเพณีลอยกระทงถือว่ารับเอามาจากอินเดียโดยมีตำนานเป็นตัวปรุงแต่ง แต่ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบส่วนรองเช่นเดียวกัน

ประเพณีไหลเรือไฟ น้ำเป็นองค์ประกอบรอง น้ำที่ใช้ในพิธีกรรมไม่ใช้น้ำก๊อกมาทำน้ำมนต์ แต่นำน้ำฝนซึ่งเป็นน้ำกลาวหาว รองกลางแจ้งถือเป็นน้ำบริสุทธิ์

น้ำในแม่น้ำ ชาวไทยมีธรรมเนียมว่าการนำน้ำจากแม่น้ำมาใช้ต้องตักเหนือน้ำ เหนือชุมชน เหนือเมือง สมัยก่อนมีการตั้งเมืองให้ชาวต่างชาติอยู่ใต้น้ำ ชาวไทยอยู่เหนือน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   ทรงโปรดเสวยน้ำจากแม่น้ำเพชร จังหวัดเพชรบุรี การตักน้ำต้องตักที่วัดท่าชัยศิริ  ซึ่งอยู่เหนือเมืองขึ้นไปและต้องเป็นเวลาน้ำไหล  ต้องตักก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และก่อนนกบินผ่าน ถ้านกบินผ่าน คนตื่น สัตว์ตื่น แสดงว่าน้ำนั้นได้มีการใช้แล้ว ณ เวลานั้น

น้ำมะพร้าว  เป็นน้ำบริสุทธิ์อยู่ในผล เราจึงเอาน้ำมะพร้าวมาใช้ตั้งแต่ทำขวัญวัน ทำขวัญเดือน  ทำขวัญจุก  ทำขวัญบวชนาค  แม้จะตายไปไหว้พระจุฬามณีต้องล้างหน้าให้สะอาด  ให้คราบไคลหายไปจึงต่อยมะพร้าวล้างหน้า  เรียกว่า มะพร้าวแก้ว  ฉะนั้นน้ำมะพร้าวเป็นน้ำบริสุทธิ์

ในประเทศอินเดียพิธีกรรมใหญ่ๆ ของราชสำนัก จะใช้น้ำจากแม่น้ำที่สำคัญชื่อว่า        ปัญจมหานที  ประกอบด้วยคงคา  ยมุนา มหิ อิรวดี และสรภู เชื่อกันว่าปัญจมหานทีนั้น  เป็นน้ำที่ไหลมาจากดินแดนเทพเจ้าเบื้องบน ถ้านำมาชำระร่างกายผู้นั้นจะเป็นผู้บริสุทธิ์และการนำไปสู่การเป็นสมมติเทพ น้ำจึงเป็นส่วนสำคัยในพิธีมูรธาภิเษกเปลี่ยนมนุษย์  เป็นเทพเจ้าทิ้งคราบมนุษย์ไปแล้วเกิดใหม่เป็นเทพเจ้าจึงเกิดศัพท์ สระ ขึ้นมา สระเกตุ  สระแก้ว  สระคา  หรือคงคา และสระยมุนาที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี  ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ในสมัยโบราณ เป็นที่หวงห้ามมิให้ผู้ใดมานำน้ำนี้ไปใช้อย่างเด็ดขาด

ในเขมรมีการขุดสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บาราย สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพระราชพิธี บริเวณสระจะพูนดินให้สูง  โดยรอบมีท่าน้ำสำหรับพระเจ้าไชยวรมันที่ 7 สระสรงรักษาโรคเรื้อน  น้ำในสระถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่พราหมณ์นำน้ำส่วนหนึ่งมาจากปัญจมหานที  ลงมาผสมกับน้ำในสระและตัวยาสำหรับรักษาโรคเรื้อน  น้ำในบารายนี้ต้องรักษาไว้ไม่ให้แห้ง  บารายทิศตะวันตกและทิศตะวันออกจึงทำหน้าที่เลี้ยงน้ำเอาไว้ และมิให้ผู้คนนำไปใช้

สำหรับประเทศไทยนำที่ใช้ในพระราชพิธีนำมาจากแม่น้ำบางปะกง   แม่น้ำป่าสัก  แม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี  ใช้ในการประกอบพระราชพิธีตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี  จนถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศอินเดียทรงนำน้ำจากแม่น้ำปัญจมหานที  มาประกอบพิธีบรมราชาภิเษก

พระมหากษัตริย์มีราชพิธีอยู่ 4 ประเภทด้วยกันที่ต้องใช้ในการประกอบพระราชพิธี

1พระราชพิธีส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกส่วนพระองค์  พระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล เป็นต้น

2.พระราชพิธีเนื่องด้วยราชกุศล เช่น เฉลิมพระราชอิสริยยศ  เจ้านายชั้นเจ้าฟ้า  พระองค์เจ้าเมื่อพระชันษา 9 พรรษา  ต้องตั้งพระนาม  เมื่อโสกัณฑ์จึงตั้งกรม เป็นต้น ก็ถือว่าจะต้องใช้น้ำ หรือเจ้านายที่ทรงกรมหรือเลื่อนกรม  ทรงรดน้ำ  พระราชทานเปลี่ยนจากสถานหนึ่งสู่อีกสถานะหนึ่งสู่อีกสถานะหนึ่ง

3.พระราชพิธีอันเป็นสิริมงคลแก่ไพร่ฟ้าและพระราชอาณาจักร เช่น พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล พระราชพิธีถือน้ำพระราชพิธีคเชนทรสนาน คือ การอาบน้ำช้างและม้า  หรือพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นต้น

4.พระราชพิธีในการพระราชสงคราม  เมื่อยกทัพหลวงออกจากพระนครต้องสรงพระมูรธาภิเษก  อาบน้ำ  เมื่อตั้งค่ายเสร็จ  มีการเจริญพระปริต 3 วัน ก่อนยกทัพเข้าตัวเมืองหรือมีการล้อมเมือง  ต้องมีการมูรธาภิเษก  อย่างวัดสระเกศ เดิมชื่อ วัดสระแก  รัชกาลที่ 1 เสด็จประทับเจริญพระปริตรเพื่อเป็นมงคล เมื่อล้างหอกล้างดาบแล้วทรงสรงมูรธาภิเษก  พระราชพิธีนี้ยกเลิกไปเมื่อมีการจัดกองทัพตามแบบยุโรป

กล่าวโดยสรุปได้ว่าการนำน้ำมาประกอบรวมกับพิธีกรรมของไทยมีหลักใหญ่ๆ 5 ประการ คือ

1.นำน้ำมาชำระล้างคราบจากการเปลี่ยนวัย  ตั้งแต่แรก  วัยทารก  วัยรุ่น  จะมีการเปลี่ยนวัยด้วยการดน้ำ  แม้ตายไปก็มีการอาบน้ำเปลี่ยนวัยไปสู่สุคติ

2.ล้างมลทินให้บริสุทธิ์

3.เพื่อการยึดเหนี่ยวจิตใจ  ผดุงสัจจะ  เช่น น้ำพิพัฒน์สัตยา  ซึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้ผู้นั้นตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์

4.เพื่อระงับทุกข์ภัย เช่นกรณีรับน้ำมนต์ รับน้ำเทพมนต์ ดับทุกข์ภัยให้จิตใจดีขึ้น

5.เพื่อสิริมงคลและความเจริญแก่ผู้ประกอบพิธีกรรม

 

   |ประปาไทยดอมคอม|เทคโนโลย|

 

เรียบเรียงข้อมูลจาก

http:www.thaistudy.chula.ac.th/m7/VS-P1Y1/03.html

"น้ำ...ก่อเกิดทุกสรรพชีวิต...ร่วมใจสักนิด...รักษ์ทรัพยากรน้ำ"

                …ร่วมสร้างสรรค์ความรู้บนเว็บโดย...

สำนักส่งเสริมและประสานมวลชน   กรมทรัพยากรน้ำ