น้ำเบียด-น้ำกัน

 

น้ำเบียด-น้ำกัน  เป็นภาษาชาวบ้าน  ชาวทะเล  ในทางวิทยาศาสตร์  คงจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า  น้ำเปลี่ยนสี  ในทางภูมิปัญญาชาวบ้าน ภาวะ น้ำเบียด – น้ำกัน เกิดได้ 2 ลักษณะ

ลักษณะแรก  เกิดจากน้ำจืด – น้ำเค็มปะทะกัน  โดยเกิดในช่วงน้ำหลาก-น้ำเหนือที่ปริมาณน้ำฝน น้ำท่า อันเป็นน้ำจืดปริมาณมากที่ไหลประดังลงมาผ่านแม่น้ำ  และคลองต่างๆลงสู่อ่าวไทยตอนบนหรืออ่าวรูป ก.ไก่  แล้วปะทะกับน้ำทะเลแบบเฉียบพลันในช่วงเดือน 9 – 11 เมื่อเข้าสู่กลางและปลายฤดูฝน ซึ่งลมจะเริ่มเปลี่ยนเป็นฝ่ายเหนือ  จากเดิมต้นฤดูลมจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายใต้ก่อน คือ สลาตันพัทยาตะวันตก  อันเป็นช่วงต้นฤดู (พ.ค.-ก.ค.) ซึ่งฝนจะตกตอนเช้าเพื่อทรมานเด็กนักเรียน และผู้ปกครอง โดยฝนจะสาดเข้าทางทางทิศใต้ และตะวันตกเฉียงใต้ แล้วก็มักจะทิ้งช่วงไปในกเดือนกรกฎาคม และเมื่อเข้าช่วงกลางฤดูแท้ๆ ฝนก็จะเลื่อนไปตกกลางวัน ตกบ่าย ในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน  โดยฝนจะสาดเข้าทางทิศตะวันตก ซึ่งฟ้าจะไม่คะนองนัก ครั้นเข้าสู่ช่วงปลายฤดู กันยายน-ตุลาคม ฝนจะตกกลางคืนไปถึงเช้า โดยฝนจะสาดเข้าทางตะวันตกเฉียงเหนือ  โดยในช่วงปลายฟ้าจะคะนองมากเพื่อเตรียมจะสั่งฟ้า  พร้อมกับมีพายุในระดับต่างๆเคลื่อนตัวเข้ามา และลมก็เริ่มเปลี่ยนเป็นฝ่ายเหนือ คือ เป็นลมเซิง ลมพัดหลวง สลับกับลมพายุซึ่งจะคาดหมายทิศทางไม่ได้  พร้อมกับลมจะเปลี่ยนเป็นลมว่าว (ไม่ใช่ลมว่าวที่คนกรุงเทพฯ ไปเล่นว่าวที่สนามหลวง ซึ่งเป็นลมตะเภา)พัดเข้าทางเหนือ

อนึ่ง โดยหลักการแล้วฝนจะตกในช่วงน้ำเกิด  ในช่วงน้ำตายฝนจะไม่ค่อยตกยกเว้นมีพายุ  ในช่วงนี้เองที่บริเวณปากแม่น้ำก้นอ่าวไทยตอนบน  มักจะเกิดภาวะ น้ำเบียด-น้ำกัน  อันเป็นภาวะน้ำเสียธรรมชาติไม่ใช้น้ำเสียจากมลภาวะ เนื่องจากน้ำจืด ปริมาณมากลงมาปะทะกับน้ำเค็ม ทำให้แพลงก์ตอนบางชนิดเติบโตอย่างรวดเร็ว  โดยหากฝ่ายแพลงก์ตอนสีเขียวชนะน้ำทะเลบริเวณปากอ่าวที่เป็นสีตะกอนขุ่นค่อนข้างแดงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว  แต่หากแพลงก์ตอนฝ่ายที่หนักไปทางแพลงก์ตอนสีแดงเป็นฝ่ายชนะ  น้ำจะเปลี่ยนไปเป็นสีแดง หรือสีอื่นๆ ตามลักษณะแพลงก์ตอนชนิดนั้นๆ ฝูงปลาที่หลงอยู่ในอาณาบริเวณน้ำเบียด-น้ำกัน  หรือน้ำเปลี่ยนสีเป็นกลุ่มๆนี้จะตาย  ส่วนฝูงปลาที่เคลื่อนหนีทันก็จะถูกน้ำเสียธรรมชาตินี้เบียดไปเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ ชาวประมงผู้รู้จังหวะลีลาของธรรมชาติเหล่านี้ก็จะเข้าไปหาปลาได้มากมายมหาศาลจากภาวะน้ำเบียด-น้ำกัน นี้เพราะมีน้ำเสียธรรมชาติทำหน้าที่ห้อมล้อมกวาดต้อนฝูงปลาที่หนีน้ำเสีย ที่ขาดออกซิเจนให้  ส่วนฝูงปลาที่หนีไม่ทันก็จะตายไป

ภาวะน้ำเบียด-น้ำกัน  จากการปะทะกันอย่างเฉียบพลัน ระหว่างน้ำจืด กับน้ำเค็มในลักษณะนี้  มักเกิดในช่วงเดือนเดือน 8-11 เป็นวัฏจักรที่ธรรมชาติของระบบน้ำทำการชำระสะสางมลทินต่างๆ  นอกจากปลาจะต้องตายไปบางส่วนแล้ว  หอยต่างๆในอาณาบริเวณเหล่านี้ก็จะเสียหายล้มตายไปด้วย เช่นกัน

ลักษณะที่สอง  เป็นภาวะน้ำเบียด-น้ำกันอีกแบบ เกิดจากกระแสลม กระแสน้ำเป็นผู้กระทำ

กล่าวคือ ช่วงก่อนจะเข้าฤดูฝนเต็มที่ น้ำทะเลจะร้อนด้วยอุณหภูมิสูงในหน้าร้อนประกอบกับมลทิน มลภาวะต่างๆ ทั้งที่เป็นคุณ และเป็นโทษสะสมอยู่บริเวณพื้นทะเลปากอ่าวไทยตอนบน และลมกำลังเปลี่ยนจากฝ่ายใต้ไปเป็นตะวันตก  ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนยังน้อย หรือฝนทิ้งช่วง น้ำทะเลผิวบนจะร้อน  น้ำทะเลด้านล่างจะเย็นกว่าน้ำทะเลผิวบนจากแม่กลอง เพชรบุรี จะถูกลมพัดส่งจากทิศตะวันตกบริเวณตอนบนของแผนที่รูปด้ามขวานไปทางทิศตะวันออกด้านชลบุรี  โดยที่อ่าวไทย ก.ไก่ นี้มีความลึกเฉลี่ย  ในขณะน้ำลงต่ำสุดประมาณ 15 เมตร เมื่อปะทะชายฝั่งทะเลตะวันออกด้านชลบุรีแล้วก็จะสะท้อนกลับ เ ป็นกระแสน้ำเย็นที่หนักกว่า กวาดเอาตะกอนก้นอ่าวกลับมาหาชายฝั่งทะเลตะวันตกด้านแม่กลองเพชรบุรี  ทำให้ตะกอนและสารอาหารทั้งที่เป็นคุณ และเป็นโทษ ฟุ้งขึ้นสู่ด้านบนกระทบแสงแดด  เกิดการบูมของแพลงก์ตอนคล้ายกับแบบแรก

ชาวประมงจะบอกว่า น้ำเย็นมาปลาจะตาย (น้ำร้อนปลาเป็น-น้ำเย็นปลาตาย)  เพราะจะเกิดภาวะน้ำเบียด-น้ำกัน ในอีกรูปแบบหนึ่ง

ครั้นเมื่อเกิดภาวะน้ำเบียด – น้ำกันแล้ว แพลงก์ตอนที่บูมขึ้นอยู่อย่างรวดเร็วจะตายหรือ  ดร็อพลงสู่พื้นทะเล  เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบภาวะที่น้ำไม่ดีนี้ ซึ่งชาวประมงจะเรียกด้วยความรังเกียจเหมือนผู้ปฏิบัติธรรมที่ละเมิดผิดศีล หรืออย่างไรไม่รู้ ส่วนที่มีลักษณะเป็นพืช เป็นเส้นๆ เกาะตามโขด หรือวัสดุอะไรก็แล้วแต่ที่ปักอยู่กองอยู่ในพื้นที่ทะเล เรียกว่า หมอยยายชี กับสิ่งมีชีวิตอีกลักษณะ เป็นก้อนใสๆกลมบ้างรีบ้าง ขนาดลูกปิงปอง เรียกว่า กะโปกตาเถร

หลังจากนั้นทะเลก็จะอุดมสมบูรณ์ไปจนชนหน้าแล้ง ซึ่งมักถือเอาการมีน้ำขึ้นใหญ่มาก  ครั้งสุดท้ายในช่วงตรุษจีน  เป็นจุดเปลี่ยนเข้าสู่หน้าแล้งทะเล  เข้าสู่ฤดูปลาทูวางไข่หน้าแล้ง เจริญเติบโตหน้าฝน และสมบูรณ์เต็มที่ปลายฝนต้นหนาว

(อนึ่ง ขอให้เป็นที่เข้าใจด้วยว่าระบบน้ำที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นจริงที่บริเวณอ่าวไทยตอนบน หรือ่าว ก.ไก่   แต่ทางใต้  เช่นปากพนัง น้ำจะขึ้นลงครั้งเดียว)

 

ลักษณะน้ำเบียด-น้ำกันแบบหลัง ซึ่งเกิดจากการกระทำของกระแสลมและกระแสน้ำที่กวนเอาตะกอนสารอาหารจากก้นอ่าวฟุ้งขึ้นมาสู่ผิวน้ำ  ทำให้เกิดการบูมของแพลงก์ตอนจนน้ำเปลี่ยนสี

 

 

 

 

ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขี้ปลาวาฬ  เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แพลงก์ตอนพืชมีการเจริญ และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก จนทำให้น้ำทะเลบริเวณนั้นเปลี่ยนสีไปจากสีน้ำทะเลปกติ  อาจเป็นสีแดง  สีเขียว  หรือสีเหลือง  ขึ้นอยู่กับขนิดของแพลงก์ตอนพืชที่เป็นสาเหตุของ   ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีนั้น

 

 

 

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดน้ำเปลี่ยนสี

·     ปริมาณธาตุอาหารในแหล่งน้ำ  แพลงก์ตอนพืชในทะเลใช้ไนเตรด  ฟอสเฟต และซิลิเกต เป็นแหล่งธาตุอาหาร

·       ฤดูกาล อิทธิพลของลมมรสุมเป็นปัจจัยที่โน้มนำให้เกิดการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืช

·       ความเค็ม ความเค็มของน้ำจะมีผลกระทบต่อการละลายธาตุอาหารในน้ำ โดยเฉพาะฟอสเฟต

·       ความขุ่นของน้ำ ความขุ่นของน้ำสูง จะทำให้การสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชน้อยลง

·       กระแสน้ำ กระแสน้ำเป็นตัวทำให้มวลน้ำนำธาตุอาหารจากพื้นทะเลเบื้องล่างขึ้นมาสู่ผิวน้ำ ทำให้ทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหาร

ผลกระทบของน้ำเปลี่ยนสี

·     ผลกระทบต่อการประมงและการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง  การเกิดน้ำเปลี่ยนสีทำให้ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำลดลง  จนมีปริมาณที่ต่ำกว่าระดับน้ำที่ปลาและสัตว์อื่นๆ จะอยู่รอดได้

·       ผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว  ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีทำให้สีและคุณภาพของน้ำทะเลเปลี่ยนไป  ส่งกลิ่นเหม็นและน้ำทะเลชายฝั่งสกปรก  ส่งผลต่อทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยว

·       ผลต่อการสาธารณสุข  การบริโภคสัตว์น้ำ  โดยเฉพาะพวกหอยต่างๆที่มีการสะสมของแพลงก์ตอนพืช  อาจทำให้เกิดโรคได้  อาทิ  อัมพาต  ท้องเสียอย่างรุนแรง

·       ผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  การสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชจะทำให้ความขุ่นของน้ำทะเลเพิ่มขึ้น  มีการบดบังแสงของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่เบื้องล่าง  และการตายของแพลงก์ตอนพืชทำให้น้ำทะเลเน่าได้

ข้อควรรู้/สถานการณ์น่าสนใจ

·     ปรากฎการณ์การเจริญเติบโตของสาหร่าย และแพลงก์ตอนพืชอย่างรวดเร็ว (Agal Blooming)  เกิดจากสารอาหารในน้ำที่มีมากเกินไป  โดยเฉพาะไนเตรตที่มาจากปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร  ทำให้เกิดปรากฎการณ์น้ำทะเลขาดออกซิเจนเกือบ 150 แห่งทั่วโลก โดยพื้นที่ของปรากฏการณ์น้ำขาดออกซิเจนมีตั้งแต่ 1 จนถึง 70,000 ตารางกิโลเมตร

·       ในแต่ละปี น้ำมันประมาณ 21 ล้านบาเรลไหลลงสู่มหาสมุทร  ซึ่งมากจากการชะล้างถนน  โรงงานและเรือเดินสมุทร

·       ทะเลในเขตจังหวัดชุมพรกำลังประสบปัญหาแพลงก์ตอนบูม  หรือภาวะน้ำเปลี่ยนสี เป็นระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร

สิ่งที่เราทำได้

·     บำบัดน้ำทิ้งทุกประเภทก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำ

·       แจ้งข่าวสารการเกิดน้ำเปลี่ยนสีให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยทันทีที่พบเห็นเพื่อหามาตรการป้องกันแก้ไข

 

 |ประปาไทยดอมคอม|เทคโนโลย|

ที่มา : ประมวลเกร็ดความรู้
          ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กรมทรัพยากรน้ำ

          สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (2540) : ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีและการระบาดของพืชน้ำแหล่งน้ำ