จับตาหลุมฝังกลบขยะทั่วประเทศส่งผลต่อคุณภาพน้ำบาดาล

ตราบใดที่น้ำผิวดิน น้ำในแม่น้ำลำคลองยังมีใช้อย่างเหลือเฟือ เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลยังมีใช้ไปอีกในอนาคต ในการจัดสรรใช้ทรัพยากรน้ำของประเทศ จัดให้น้ำบาดาลเป็นน้ำสำรองหากเกิดน้ำผิวดินมีปัญหาปนเปื้อน ขณะเดียวกันในช่วงหน้าแล้งหากน้ำใต้ดินมีมากพอจะไหลสู่แม่น้ำ น้ำบาดาลกำหนดให้ใช้เป็นน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำบนดินและน้ำประปายังส่งตรงไปไม่ถึง
รวมถึงอนุญาติใช้กับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถใช้น้ำประปาได้ เพราะคลอรีนมีผลต่อผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เครื่องดื่ม น้ำดื่ม โรงงานฟอกย้อม เป็นต้น ซึ่งการใช้ในระบบอุตสาหกรรมผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้น้ำบาดาลในยูนิตละ 8.50 บาท รวมค่าบำรุงรักษาน้ำบาดาลอีก 8.50 บาท รวมเป็น 17 บาท ในพื้นที่ กทม. แต่ถ้าอยู่นอกเขต ยูนิตละ 3.50 บาท ซึ่งราคาใกล้เคียงกับน้ำประปา เพราะไม่ต้องการส่งเสริมให้คนใช้น้ำบาดาลจำนวนมาก จะมีผลต่อแผ่นดินทรุดและปัญหาแหล่งน้ำสำรองของประเทศมีปัญหา

อรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ข้อมูลว่า กทม. และปริมณฑล เป็นแหล่งน้ำบาดาลมากที่สุดในประเทศเพราะมีแหล่งชั้นดินชั้นหินที่เหมาะสมกับการกักเก็บน้ำบาดาล ทุกพื้นที่เมื่อเจาะลงไปใต้ดินจะมีน้ำบาดาล แต่จะมีคุณภาพขนาดไหนต้องนำมาวิเคราะห์ รวมถึงภูมิภาคอื่นทั่วประเทศมีน้ำบาดาลครอบคลุม ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลทำแผนที่ไว้บริการสำหรับประชาชนที่ต้องการตรวจสอบพื้นที่ในกรณีที่ต้องการขุดเจาะ ซึ่งต้องขออนุญาตตามกฎหมายเช่นกัน
หากเทียบในภูมิภาคอื่นทั่วประเทศการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลในกรุงเทพฯและปริมณฑลทำได้ง่ายสุด เช่น น้ำบาดาลในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะพบฟลูออไรด์ เมื่ออุปโภคทำให้ฟันเป็นกระ กรรมวิธีบำบัดใช้การกรองที่ระบบรีเวิร์สออสโมสิค หรือพบเหล็กหินปูนก็มีวิธีปรับปรุงต่างกัน
ปัจจุบันกรุงเทพฯมีการกำหนดให้ใช้น้ำบาดาลได้ 1.25 ล้านคิวบิวเมตรต่อวัน แต่มีตัวเลขที่มาขออนุญาตใช้น้ำรวม 8 แสนคิวบิวเมตรต่อวัน ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโรงงานอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิต
สาเหตุที่พื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นแหล่งน้ำบาดาลที่ดีที่สุดเพราะตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนใต้ ใต้พื้นดินกรุงเทพฯลงไปมีแหล่งกรวดทรายขนาดใหญ่ เม็ดกรวดและทรายที่มีขนาดใหญ่และกลมมนจึงมีช่องว่างสามารถกักเก็บน้ำบาดาลไว้ได้มาก ชั้นกรวดทรายดังกล่าวซึ่งเป็นชั้นน้ำบาดาลจะวางตัวสลับอยู่กับชั้นดินเหนียว จึงทำให้มีน้ำชั้นบาดาลหลายชั้น แผ่ขยายไปทางทิศเหนือของชัยนาท และแผ่ขยายไปทางตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพฯ จดขอบแอ่งเจ้าพระยาและทางใต้จรดอ่าวไทย ซึ่งชั้นน้ำตั้งแต่ระดับผิวดินจนถึงความลึก 600 เมตร เหล่านี้มีน้ำบาดาลอยู่ มีการแบ่งออกเป็น 8 ชั้นน้ำด้วยกัน และมีชื่อเรียกชั้นน้ำ เช่น ชั้นน้ำกรุงเทพฯ (ลึกประมาณ 50 เมตร) ชั้นน้ำพระประแดง (ลึกประมาณ 100 เมตร) ชั้นน้ำนครหลวง (ลึก 150 เมตร) ซึ่งการใช้น้ำบาดาลสำหรับคนทั่วไป จะใช้เพียงแค่ชั้นพระประแดง โดยมีการคำนวณอยู่ที่การใช้น้ำบาดาลในปริมาณ 200 ลิตรต่คนต่อวัน
ทั้งนี้ภายในงาน “มหกรรมทรัพยากรธรณีและซากดึกดำบรรพ์” จัดโดยกรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี ได้มีการแจกจ่ายน้ำดื่มอายุ 20,000 ปีกับผู้ร่วมงานจำนวน 20,000 ขวด ไขปริศนาออกมาว่าน้ำดื่มดังกล่าวเป็นบ่อน้ำบาดาลในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยเขตบางเขน ซึ่งตรวจสอบดูจะพบแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำจะบ่งบอกได้ว่าน้ำมีอายุกี่ปี
ด้าน ดร.อรนุช หล่อเพ็ญศรี ผอ.ส่วนฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า เพื่อป้องกันการลักลอบขุดน้ำบาดาลมาใช้อย่างตามใจชอบ จะส่งผลถึงปัญหาดังกล่าวขั้นต้น จึงมีการประกาศ พ.ร.บ.น้ำบาดาลออกมาตั้งแต่ปี 2535 หรือกรณีเกิดการก่อการร้าย ทำลายแหล่งน้ำประปา จะสามารถสูบน้ำบาดาลมาใช้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งกรมได้ขุดบ่อสังเกตการณ์ เพื่อสำรวจการใช้น้ำบาดาลทั่วประเทศ 1,600 จุด เป็นบ่อขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่มีการลักลอบใช้เกินปริมาณที่ขออนุญาต
ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สิ่งหนึ่งจะป้องกันระบบน้ำสำรองของประเทศ ขณะนี้ได้มีการสำรวจแหล่งฝังกลบทั่วประเทศ เขตเทศบาลต่างๆต้องมีระบบฝังกลบที่ถูกต้องด้วยการมีแผ่นวัสดุรองก้นบ่อ เพื่อป้องกันสารพิษจากขยะปนเปื้อนลงสู่ชั้นน้ำบาดาล โดยกรมจะไปขุดบ่อสังเกตการณ์คุณภาพน้ำบริเวณหลุมฝังกลบ
“หากน้ำบาดาลปนเปื้อนจะต้องใช้เงินมหาศาลในการฟื้นฟู รวมทั้งเทคโนโลยี ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ต้องฟื้นฟูน้ำบาดาล เพียงแต่เกิดปัญหาแผ่นดินทรุดในเขตรามคำแหงที่มีการใช้น้ำบาดาลจำนวนมาก”
ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาแหล่งน้ำสำรองของประเทศ ให้มีใช้ไปจนถึงลูกหลาน รวมถึงเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่แน่ วันหนึ่งน้ำบนดินอาจมีปัญหาก็เป็นได้.



|ประปาไทยฯ|เทคโนฯ|

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย. 2552