2. หลักการวางท่อประปาภายในอาคาร

งานวางท่ประปาภายในอาคาร ประกอบด้วย งานจัดหาและวางท่อประปาพร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการติดตั้งถังเก็บกักน้ำประปาและเครื่องสูบน้ำประปา การวางท่อและการติดตั้งอุปกรณ์ตามคำแนะนำของผู้ผลิต งานทดสอบและงานทำความสะอาดท่อประปา การเก็บวัสดุท่อเหลือใช้และเศษขยะต่างๆ ออกจากอาคาร
2.1 การจัดเตรียมงานและการประสานงาน
(1) จะต้องส่งเอกสารรายละเอียด และ/หรือ ตัวอย่างของวัสดุและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ติดตั้งพร้อมด้วยข้อมูลทางด้านเทคนิคให้วิศวกรผู้ควบคุมงานพิจารณาก่อนนำไปติดตั้ง
(2) ไม่ให้นำวัสดุและอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าที่แสดงไว้ในแบบ และที่ระบุไว้ในข้อกำหนดมาใช้งานและควรจัดส่งให้สถาบันที่น่าเชื่อถือทดสอบคุณสมบัติเพื่อเปรียบเทียบกับข้อกำหนด ก่อนที่จะนำมาใช้งาน
(3) จะต้องกำหนดตาราง และรายละเอียดประกอบการประสานงาน ทั้งทางด้านช่าง การส่งของ การติดตั้ง และการเสร็จสิ้นของงานในแต่ละขั้นตอน เพื่อป้องกันอุปสรรค และความล่าช้าต่างๆ อันอาจเป็นผลกระทบต่อความเสร็จสมบูรณ์ของงาน
(4) จะต้องประสานงานกับฝ่ายอื่นๆ เช่น ฝ่ายก่อสร้างอาคาร ฝ่ายงานเครื่องกล ฝ่ายงานไฟฟ้า และฝ่ายงานตกแต่งภายใน เป็นต้น เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง และให้การดำเนินการเป็นไปด้วยดีไม่มีอุปสรรค
(5) จะต้องรับผิดชอบในการต่อสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ท่อน้ำประปา และท่อน้ำอื่นๆ รวมทั้งมาตรวัดต่างๆ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ การใช้งาน การติดตั้ง และการทดสอบ โดยต้องรับผิดชอบตั้งแต่วันเริ่มเตรียมการ ระหว่างการใช้งาน จนกระทั่งวันส่งมอบงานเรียบร้อย
2.2 การติดตั้งท่อประปา
2.2.1 ลักษณะการติดตั้งท่อ
(1) การติดตั้งท่อประปาจะต้องกระทำด้วยความประณีต เป็นระเบียบเรียบร้อยแก่สายตา
(2) การเลี้ยว การหักมุม การเปลี่ยนแนวระดับ จะต้องใช้ข้อต่อที่เหมาะสมให้กลมกลืนกับลักษณะรูปร่างของอาคารในส่วนนั้นๆ แนวท่อจะต้องให้ขนาน หรือตั้งฉากกับอาคารเสมอ
(3) หากต้องแขวนท่อจากเพดาน หรือจากโครงสร้างเหนือศีรษะ และมิได้กำหนดตำแหน่งที่แน่นอนไว้ในแบบ จะต้องแขวนให้ท่อนั้นชิดด้านบนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อมิให้ท่อนั้นกีดขวางสิ่งที่ติดตั้งบนเพดาน เช่น โคมไฟ ท่อลม เป็นต้น
(4) จะต้องไม่เดินท่อประปาในช่องลิฟท์หรือใต้น้ำหนักถ่วงลิฟท์
(5) ถ้าจำเป็นต้องฝังท่อประปาใต้ดินคู่กับท่อระบายน้ำ จะต้องมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เมตร
(6) จะต้องไม่วางท่อประปา หรือ ท่อฝังดินใดๆ ก็ตามไว้ด้วยกันในร่องวางท่อประปา นอกจากจะดำเนินการดังต่อไปนี้
ก. จุดต่ำสุดของท่อประปา จะต้องติดตั้งสูงกว่าจุดสูงสุดของท่อระบายน้ำไม่น้อยกว่า
60 เซนติเมตร ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ตามข้างต้น ให้ใช้ท่อประปาที่คงทนผุกร่อนยากพอกับท่อเหล็กหล่อ
ข. จะต้องวางท่อประปาบนส่วนรองรับที่มั่นคงแข็งแรงชิดด้านใดด้านหนึ่งของร่องสำหรับวางท่อระบายน้ำ
ค. จะต้องติดตั้งท่อประปาให้มีจำนวนรอยต่อของท่อประปาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการต่อท่อประปาจะต้องทำตามที่ระบุไว้ในมาตรฐานนี้
(7) จะต้องเดินแนวท่อประปาและอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะต้องติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่กีดขวางการใช้สอยหน้าต่าง ประตู และช่องเปิดต่างๆ
(8) จะต้องติดตั้งท่อประปาและต่อท่อประปา โดยไม่ให้เกิดความเครียดขึ้นกับท่อ หรือทำให้ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารลดลง และจะต้องมีการป้องกันท่อประปาชำรุดเนื่องจากการขยายตัวหรือหดตัวของท่อ และ/หรือการทรุดตัวของอาคาร
(9) จะต้องติดตั้งท่อประปา โดยต้องทำให้สามารถเข้าไปปฏิบัติการซ่อมแซม หรือเปลี่ยนได้โดยสะดวกและปลอดภัย
(10) จะต้องติดตั้งท่อประปาที่อยู่ในแนวดิ่งหรือแนวตั้งให้มั่นคงแข็งแรง และสามารถรักษาแนวแกนของท่อไว้ได้โดยตลอด และจะต้องมีฐานที่แข็งแรงรองรับท่อ ซึ่งอยู่บนพื้นดิน หรือในระดับดิน หรือใต้ดินด้วย ทั้งนี้ให้รวมถึงท่อแนวดิ่งที่เปลี่ยนทิศทางไปอยู่ในแนวราบทุกจุด
(11) ท่อประปาทุกชนิดที่ต่อหรือเชื่อมเข้าด้วยกัน ต้องติดตั้งให้รอยต่อมีความแน่นหนา และแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของท่อเอง และแรงดันน้ำภายในท่อได้โดยปลอดภัย และจะต้องไม่มีการรั่วซึมใดๆ ทั้งสิ้น
(12) ท่อประปาที่ต่อเข้ากับเครื่องสุขภัณฑ์ จะต้องเดินท่อประปาเพื่อการอุปโภคที่มีที่รองรับน้ำล้น โดยปลายเปิดของที่จ่ายน้ำหรือปลายก๊อกน้ำต้องอยู่สูงกว่าระดับน้ำสูงสุดของน้ำในที่รองรับนั้นไม่น้อยกว่า 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อที่จ่ายน้ำ หรือก๊อกน้ำ
(13) จะต้องไม่ต่อท่อประปาโดยตรงเข้ากับเครื่องสุขภัณฑ์ดังต่อไปนี้
ก. โถปัสสาวะหญิง (Bidet)
ข. โต๊ะผ่าศพ (Autopsy Table) หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน
ค. เครื่องฆ่าเชื้อโรค เครื่องมือกาลักน้ำ ถังผสมน้ำยาสารเคมี และอุปกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกัน
(14) จะต้องดำเนินการต่อท่อแบบต่างๆ ดังนี้
ก. การต่อแบบอัดแน่นโดยใช้น้ำยาประสาน ท่อสอดจะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของท่อเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางภายในของท่อสวม โดยผิวภายนอกของท่อสอดจะสัมผัสผิวภายในของท่อสวมเมื่อสอดเข้าไปเป็นระยะ ระหว่างเศษหนึ่งส่วนสามถึงเศษสองส่วนสามของความยาวของ
ท่อสวม การต่อท่อจะต้องทำความสะอาดผิวภายนอกของท่อสอด และผิวภายในของท่อสวมทาน้ำยาประสานทั่วผิวภายนอกของท่อสอดและผิวภายในของท่อสวมตลอดความยาวที่สอด สอดปลายท่อเข้ากับ
ท่อสวม บิดเป็นระยะเศษหนึ่งส่วนสี่รอบ และเช็ดน้ำยาประสานที่เหลือทะลักออกให้หมด
ข. การต่อแบบอัดแน่นโดยใช้แหวนยางหรือแหวนวัตถุอื่นที่คุณภาพคล้ายคลึงกัน
ท่อสวมหรือท่อปลอกจะต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายในเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางสุดขอบนอกของแหวนภายหลังการสวมแน่นอยู่บนท่อสอดแล้ว และจะต้องสวมให้ท่อเหลื่อมกันแต่ละข้างไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่า
ของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อสอด
ค. การต่อโดยใช้ปากระฆังหรือปากลิ้นราง ยาด้วยซีเมนต์ ท่อสอดจะต้องสอดลึกเข้าไปถึงก้นปากระฆังหรือปากลิ้นราง และจะต้องอัดซีเมนต์โดยรอบและตลอดความยาวของท่อที่เหลื่อมกัน
แล้วพอกด้วยซีเมนต์ผสมทรายละเอียด อัตราส่วน 1 : 2 ผสมน้ำพอประมาณ ปิดความหนาของรอยต่อและ
ท่อสวม และปาดผิวหนาเป็นมุม 45 องศา เสมอขอบนอกของท่อสวมโดยรอบ
ง. การต่อแบบพอกด้วยวัสดุตัวเชื่อม ผิวหน้าตัดขอบท่อที่จะนำมาชนต่อกันจะต้อง
เรียบเสมอ และแนบสนิทกันตลอดหน้าที่ชนกัน วัสดุตัวเชื่อมหรือพอกจะต้องไม่ละลายหรือดูดซึมน้ำ
หรือแก๊สที่ไหลในท่อ และจะต้องเชื่อมหรือพอกติดแน่นกับผิวนอกของท่อให้แน่นหนา สามารถต้านแรงดันได้ไม่ต่ำกว่าเนื้อท่อ
จ. การต่อแบบใช้เกลียว เกลียวของท่อ (เกลียวนอก) และเกลียวของข้อต่อ (เกลียวใน) จะต้องได้มาตรฐาน มอก.281 และต้องหมุนเกลียวเข้าไปในข้อต่ออย่างน้อย 5 เกลียว หากประสงค์จะใช้วัสดุตัวเชื่อมน้ำยาประสาน ให้ทาวัสดุตัวเชื่อมหรือน้ำยาประสานได้เฉพาะเกลียวนอกเท่านั้น
ฉ. การต่อด้วยการเชื่อมหรือบัดกรี ปลายท่อที่จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันจะต้องปาดปลาย
ให้เป็นมุมไม่ต่ำกว่า 30 องศาทั้งสองท่อ เมื่อนำท่อมาชนต่อกันไว้แล้ว จะต้องเป็นร่องมีมุมแหลมไม่ต่ำกว่า 60 องศา ลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของความหนาของท่อ การเชื่อมหรือบัดกรีจะต้องเชื่อมหรือบัดกรีให้วัสดุตัวเชื่อมเต็มล้นร่องดังกล่าวขึ้นมาโดยไม่บกพร่อง
2.2.2 ข้อห้ามในการต่อท่อร่วมระหว่างระบบท่อ
(1) ต้องไม่ต่อท่อน้ำประปาหรือท่อน้ำที่ใช้ในการบริโภคบรรจบกับระบบท่อน้ำโสโครก
และท่อระบายน้ำเป็นอันขาด
(2) ต้องไม่ต่อท่อประปาที่รับน้ำจากระบบประปาสาธารณะ เข้ากับท่อประปาในระบบประปาส่วนบุคคล หรือระบบประปาอิสระ
(3) หากแนวของท่อน้ำประปาจะต้องวางท่อขนานหรือตัดกับแนวของท่อน้ำโสโครกหรือท่อระบายน้ำทิ้ง ท่อน้ำประปาจะต้องอยู่เหนือท่อน้ำโสโครกและท่อระบายน้ำทิ้งเป็นระยะไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตรตลอดแนวที่ขนาน และ/หรือตำแหน่งที่ตัดกัน
2.2.3 การป้องกันการชำรุดเสียหายระหว่างการติดตั้ง
(1) ปลายท่อทุกปลายให้ใช้ปลั๊กอุด หรือฝาครอบเกลียวครอบไว้ หากจะต้องละจากงานท่อในส่วนนั้นชั่วคราว
(2) จะต้องหุ้มหรือป้องกันท่อประปาและอุปกรณ์ต่างๆ ไว้เพื่อมิให้เกิดแตกหักบุบสลาย
(3) จะต้องตรวจดูภายในและทำความสะอาดภายในท่อประปา วาล์วต่างๆ และอุปกรณ์อื่นๆ ให้ทั่วถึงก่อนนำมาประกอบติดตั้ง
(4) เมื่อได้ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว ต้องตรวจดูความเรียบร้อย และทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ อย่างทั่วถึง ไม่ให้มีข้อบกพร่อง
2.2.4 การแขวนโยงท่อและการยึดท่อ
(1) ท่อที่เดินภายในอาคาร และไม่ได้ฝังในโครงสร้างอาคาร จะต้องแขวนโยงหรือยึดติดไว้กับโครงสร้างของอาคารอย่างมั่นคง แข็งแรง มิให้เกิดการโยกคลอน แกว่งไกวได้
(2) การแขวนโยงท่อที่เดินตามแนวราบให้ใช้เหล็กรัดท่อตามขนาดของท่อที่รัดไว้ แล้วให้แขวนยึดติดกับโครงสร้างอาคารให้แข็งแรง
(3) หากมีท่อประปาหลายท่อเดินตามแนวราบขนานกันเป็นแพ จะใช้สาแหรกแขวนรับไว้
ทั้งชุดแทนการใช้เหล็กรัดท่อแขวนแต่ละท่อก็ได้
(4) ที่แขวนท่อและสาแหรกในแบบไม่ได้ระบุไว้จะต้องมีชะเนาะ (Turnbuckle) ประกอบ
ให้เสร็จ เพื่อจัดท่อประปาให้ได้ระดับเดียวกัน ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ชะเนาะเกลียวได้จะต้องจัดหาอุปกรณ์อื่นที่ใช้ประโยชน์ได้เท่ากันมาใช้แทน ห้ามแขวนท่อด้วยโซ่ ลวด เชือกหรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะไม่มั่นคงแข็งแรง
(5) ท่อที่ติดตั้งในแนวดิ่งหรือแนวตั้งและในแนวราบหรือแนวระดับ จะต้องติดตั้งที่ยึดท่อ
ที่แขวนท่อ หรือที่รองรับท่อ ดังตารางที่ 1
(6) ท่อทุกชนิดที่วางอยู่ในดิน จะต้องวางอยู่บนพื้นที่อัดแน่น ตลอดแนวความยาวของท่อและเมื่อกลบดินแล้วจะต้องบดอัดดินเป็นชั้นๆ
(7) ท่อโลหะที่วางอยู่ในดิน จะต้องทาด้วยฟลิ้นโค้ท 1 ชั้น แล้วพับด้วยผ้าดิบ จากนั้นให้ทาด้วยฟลิ้นโค้ทอีก 1 ชั้น ทั้งนี้ให้รวมทั้งที่รองรับท่อด้วย

 

                                                                 
     
                                         รูปที่1. การติดตั้งปั๊มน้ำและวางท่อน้ำขึ้นอาคารสูง                                                                              รูปที่ 2. เดินท่อแบบเปลือย แล้วทาสีเดียวกับอาคาร

                                                               
                                                                  รูปที่ 3. การเดินท่อน้ำฝังในผนัง                                                                               รูปที่ 4. การเดินท่อน้ำใต้เพดานโดยใช้อุปกรณ์แขวนยึดติดกับท้องพื้น

 

ตารางที่ 1 ระยะระหว่างที่ยึดท่อ ที่แขวนท่อหรือที่รองรับท่อต่างๆ ในแนวตั้งและแนวนอน
(ข้อ 2.2.4)

 

ขนาดท่อ
มิลลิเมตร
(นิ้ว)

ระยะห่างระหว่างจุดยึดแขวนท่อในแนวตั้งและแนวนอน
(เมตร)

ท่อเหล็กอาบสังกะสีหรือท่อเหล็ก

ท่อพีวีซี

 ท่อเหล็กหล่อหรือท่อพีวีซีหรือท่อพีบี

ท่อทองแดง

แนวตั้ง แนวนอน แนวตั้ง แนวนอน  แนวตั้ง แนวนอน แนวตั้ง แนวนอน
15 (1/2) 2.4 2.0 1.2 0.9 ดูท้ายตาราง 2) ดูท้ายตาราง 3) ดูท้ายตาราง 4)

1.0

20 (3/4)  3.0 2.4 1.2 1.0

1.0

25 (1) 3.0 2.4 1.2 1.0 1.5
32 (1 ¼) 3.0 2.4 1.8 1.2 1.5
40 (1 ½) 3.6 3.0 1.8 1.3 1.5
50 (2) 3.6 3.0 1.8  1.5 2.0
65(2 ½) 4.5 3.0 2.4 1.8 2.5
80 (3) 4.5 3.6 2.4 2.0 2.5
100 (4) 4.5 4.0 2.4 2.4 2.5
150 (6) 4.5 4.8 3.0 2.4 3.0
200 (8) 4.8 6.0 3.6 3.0 3.0
250 (10) 4.8 6.0 - - -
300 (12) 4.8 6.0 - - -

                                                    หมายเหตุ : 1) ท่อแต่ละท่อนจะต้องมีที่ยึดหรือแขวนหรือรองรับอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
                                                                                                                       2) ทุกๆ ชั้นของอาคาร และทุกช่วงข้อต่อ และไม่มากกว่าความยาวท่อแต่ละท่อ
                                                                                                                       3) ทุกๆ ระยะ 1.0 เมตร และทุกช่วงข้อต่อ
                                                                                                                       4) ทุกๆ ระยะ 1.2 เมตร และทุกช่วงข้อต่อ

(8) ท่อที่เดินในแนวระดับ จะต้องรองรับด้วยที่แขวนหรือที่รองรับแบบชิงช้า เหล็กเส้นที่ใช้แขวนให้มีขนาดดังตารางที่ 2
(9) ต้องจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการยึดท่อ และอุปกรณ์ในระบบท่อประปากับโครงสร้างอาคาร เช่น โครงเหล็ก เหล็กยึด ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หากจะใช้สลักเกลียวขยายตัว (Expansion Bolt) จะต้องเป็นสลักเกลียวขยายตัวที่ผ่านการรับรองแล้วว่าสามารถรับน้ำหนักตามต้องการได้โดยมีค่าความปลอดภัยไม่ต่ำกว่า 3 เท่า (Safety Factor = 3)
(10) ที่ยึดท่อ ที่แขวนท่อหรือที่รองรับท่อ ให้ใช้เหล็กชุบสังกะสี หรือใช้เหล็กทาสีกันสนิม
2 ชั้น แล้วทาสีน้ำมันทับตาม


ตารางที่ 2 ขนาดของเหล็กเส้นที่ใช้แขวนท่อเดินในแนวระดับ
(ข้อ 2.2.4)

ขนาดของท่อ
มิลลิเมตร (นิ้ว)

 เส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้น
(มม.)

15 - 40 (1/2 - 1 ½) 9
50 - 80 (2 - 3) 12
100 - 150 (4 - 6) 15
200 - 300 (8 - 12) 25

 
2.2.5 การติดตั้งปลอกรองท่อ (Sleeves)
(1) ท่อที่เดินผ่านฐานราก พื้นผนัง ฝากั้น และเพดานนอกอาคาร จะต้องรองด้วยปลอกตามขนาดที่พอเหมาะกับท่อเสียก่อน
(2) หากท่อที่จะผ่านทะลุพื้นอาคารมีจำนวนหลายท่อ จะต้องเจาะพื้นอาคารเป็นช่องให้ผ่านแทนการใช้ปลอกรองช่องที่จะเจาะนี้ จะต้องเสริมกำลังตามความจำเป็นและเหมาะสมในอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก
(3) หากประสงค์จะติดตั้งปลอกรองท่อน้ำประปาไว้ ณ จุดใดก็ให้ติดตั้งในขณะเทคอนกรีต ในผนังอิฐให้ติดตั้งปลอกรองท่อประปาในขณะที่ก่ออิฐมาถึงจุดนั้น
(4) จะต้องยึดหลักเกณฑ์การใช้ปลอกรองท่อ ดังนี้
ก. ขนาดของปลอกรองท่อ ปลอกรองท่อที่จะนำมาใช้ในการรองท่อ จะต้องมีขนาด
เส้นผ่านศูนย์กลางภายในโตกว่าขนาดผ่านศูนย์กลางภายนอกของท่อไม่น้อยกว่า 10 มิลลิเมตร เว้นไว้แต่เมื่อท่อนั้นจะต้องเดินทะลุผ่านฐานราก หรือผนังที่รับน้ำหนัก ในกรณีเช่นนี้จะต้องให้ขนาดปลอกใหญ่กว่า
ท่อไม่น้อยกว่า 15 มิลลิเมตร
ข. ชนิดของวัสดุปลอกรองท่อจะต้องเป็นชนิดที่ทำด้วยวัสดุดังต่อไปนี้
1) สำหรับรากฐานให้ใช้ปลอกเหล็กหล่อ
2) สำหรับผนังที่รับน้ำหนัก หรือฝากั้น ให้ใช้ปลอกเหล็กหล่อ เหล็กเหนียวหรือเหล็กกล้า
3) สำหรับคอนกรีต ให้ใช้ปลอกเหล็กเหนียว หรือเหล็กกล้า
4) สำหรับพื้นที่อาคารธรรมดา ให้ใช้ปลอกเหล็กเหนียว หรือเหล็กกล้า
ค. ปลอกรองท่อพื้นอาคาร จะต้องฝังให้ปากปลอกรองท่อสูงกว่าระดับพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปรับระดับ 25 มิลลิเมตร และหลังจากที่เดินท่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้อุดช่องระหว่างท่อกับปลอกท่อด้วยวัสดุประเภทพลาสติกหรือใยแร่ (Mineral Fiber) ให้แน่น และเรียบร้อยจนแน่ใจว่าน้ำรั่วซึมผ่านไม่ได้
หรือถ้าเป็นผนังกันไฟให้อุดช่องว่างด้วยวัสดุทนไฟโดยให้ทั้งระบบสามารถทนเพลิงไหม้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง
2.2.6 การตัดเจาะและซ่อมสิ่งกีดขวาง
(1) หากมีสิ่งก่อสร้างใดๆ กีดขวางแนวของท่อ จะต้องแจ้งรายละเอียดกับวิศวกรผู้ควบคุมงานพร้อมกับเสนอวิธีการที่จะตัดเจาะสิ่งกีดขวางนั้นกับวิธีการซ่อมกลับคืน การตัดเจาะและซ่อมสิ่งกีดขวางนี้จะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญในการนั้นๆ โดยเฉพาะ และจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบก่อนที่จะดำเนินการตัดเจาะและต้องขออนุมัติจากวิศวกรโครงสร้างด้วย
(2) ทุกจุดที่ท่อเดินทะลุผ่านผนัง ฝากั้น เพดาน และพื้นอาคารซึ่งปรับแต่งผิวหน้าแล้ว จะต้องปิดช่องโหว่ทั้งทางเข้าและทางออกของท่อด้วยแผ่นตะกั่ว ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะปิดช่องรอบๆ ท่อได้อย่างมิดชิด แผ่นตะกั่วที่ใช้ที่เพดานและผนังจะต้องปิดด้วยสลักแบบเซ็ทสกรู ห้ามใช้   คลิปสปริง
2.2.7 การป้องกันการผุกร่อน
(1) วัสดุที่เป็นโลหะที่นำมาใช้ในการติดตั้งท่อประปาทุกชนิด จะต้องผ่านกรรมวิธีการป้องกันสนิทและการผุกร่อนที่เหมาะสมมาแล้วทั้งสิ้น เช่น การพ่นอบสีจากโรงงาน การทำความสะอาดผิวโลหะ และทาด้วยสีกันสนิม หรือการชุบสังกะสีตามความเหมาะสม
(2) ท่อประปาที่วางผ่านสิ่งที่สามารถกัดกร่อนท่อได้ จะต้องมีการป้องกันการกัดกร่อนโดยหุ้มท่อด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติต้านทานการกัดกร่อน และการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะต้องไม่เป็นเหตุให้ท่อประปาต้องรับน้ำหนักมากเกินควร
2.3 การติดตั้งอุปกรณ์ท่อประปา
2.3.1 อุปกรณ์ต่างๆ ของระบบท่อประปา เช่น วาล์วน้ำ มาตรวัดน้ำ มาตรวัดความดัน เป็นต้น จะต้องติดตั้งให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการใช้งานโดยปกติ และสามารถถอดซ่อมบำรุงรักษา หรือเปลี่ยนใหม่ได้ง่าย
2.3.2 วาล์วน้ำ จะต้องติดตั้งวาล์วน้ำไว้ที่ท่อน้ำประปาก่อนเข้าเครื่องสุขภัณฑ์ และอุปกรณ์ทุกแห่ง
2.3.3 ต้องติดตั้งวาล์วน้ำตามตำแหน่งและชนิดวาล์วที่แสดงไว้ในแบบ โดยให้ติดตั้งก่อนเข้าเครื่องสุขภัณฑ์
2.3.4 ต้องติดตั้งวาล์วทุกตัวบนท่อประปาที่เดินในระดับดิน โดยจะต้องไม่ให้ด้านวาล์วอยู่ต่ำกว่าระดับดิน
2.3.5 วาล์วทุกตัวจะต้องเป็นชนิดที่ใช้กับขนาดแรงดันปกติภายในท่อไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า ของความดันใช้งาน
2.3.6 ต้องติดตั้งหม้อลม (Air Chamber) ไว้ที่ปลายสุดของท่อแยกที่ต่อกับเครื่องสุขภัณฑ์ หม้อลมจะต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าท่อที่จะแยกเข้าเครื่องสุขภัณฑ์นั้น และจะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 15 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) และมีขนาดยาวไม่น้อยกว่า 450 มิลลิเมตร ที่ปลายของหม้อลม (Air Chamber) ให้ใส่ฝาครอบอุด
2.3.7 ท่อน้ำที่แยกหรือตรงเข้าอาคารทุกท่อ จะต้องจัดหาและติดตั้งประตูน้ำ (Gate Valve) ให้ ณ บริเวณจุดที่ท่อจะเข้าอาคารแห่งละตัว
2.3.8 วาล์วตัดตอนน้ำให้ใช้ประตูน้ำทุกแห่ง ประตูน้ำขนาดไม่เกิน 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) ให้ใช้วาล์วทองเหลืองชนิดเกลียว และประตูน้ำขนาด 65 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว) ขึ้นไป ให้ใช้วาล์วชนิดเหล็กหล่อหรือเหล็กหล่อเหนียว
2.3.9 โกลบวาล์ว (Globe Valve) จะต้องติดตั้งโกลบวาล์วในระบบท่อประปาที่ต้องการปรับความดันและอัตราไหลของน้ำไว้ทุกแห่ง และให้ใช้วาล์วทองเหลืองชนิดเกลียว
2.3.10 วาล์วกันกลับ (Check Valve) จะต้องติดตั้งวาล์วกันกลับในระบบท่อประปาที่ต้องการไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับไว้ทุกแห่ง
2.3.11 ยูเนี่ยน (Union) จะต้องติดตั้งยูเนี่ยนไว้ทางด้านใต้น้ำของวาล์วทุกตัว และก่อนท่อจะเข้าเครื่องสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ทั้งหมด เว้นไว้แต่กรณีที่เครื่องสุขภัณฑ์และอุปกรณ์นั้นมีข้อต่อชนิดที่สามารถถอดท่อออกได้ง่ายติดมาด้วย การติดตั้งยูเนี่ยนนั้น ห้ามติดฝังไว้ในกำแพง เพดาน หรือฝากั้น
2.3.12 จะต้องติดตั้งหัวกะโหลก (Foot Valve) ที่ปลายท่อดูดของเครื่องสูบน้ำประปา จะต้องติดตั้ง
ข้ออ่อนกันการสั่นสะเทือน เช็ควาล์วกันน้ำไหลย้อนกลับ (Check Valve) ประตูน้ำ (Gate Valve) และหม้อลม (Air Chamber) ที่ท่อจ่ายของเครื่องสูบน้ำประปา

 


|เทคโนฯ|ประปาไทย|

ที่มา  :  มาตรฐานการติดตั้งท่อประปา   กรมโยธาธิการและผังเมือง