เปรียบเทียบระบบผลิตน้ำประปาด้วยเทคโนโลยีเมมเบรนกับระบบประปาเดิม (Convention System)

                                                                                                           จรรยา     ไตรรัตน์

                                                                                                                                                                                  สุทธิณี    น้อยเหลือ

         ในปัจจุบันนี้มีระบบผลิตน้ำประปาหลายรูปแบบ แต่ระบบที่ไม่ต้องใช้สารเคมี เช่น สารส้ม (Alum) ในการสร้างตะกอน ได้แก่ ระบบผลิตน้ำประปาด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน ซึ่งงานโดยการสูบอัดน้ำดิบผ่านเยื่อเมมเบรน ที่มีช่องเปิด (pore size) ขนาดเล็กมา เช่น Microfiltration มีขนาดช่องเปิด 0.1 ไมครอน, Ultrafiltration มีขนาดช่องเปิด 0.01ไมครอน สารแขวนลอยที่ทำให้เกิดความขุ่น รวมทั้งแบคทีเรีย และอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าช่องเปิด จะค้างอยู่ที่ด้านนอกของเส้นใยเมมเบรน เหลือเพียงน้ำสะอาดมากผ่านช่องเปิดเข้าไปด้านในของเยื่อเมมเบรน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบที่ใช้ในปัจจุบัน (แบบ Convention Type) แล้วการที่ไม่ต้องมีการสร้างตะกอน และตกตะกอน ทำให้ระบบผลิตน้ำประปามีขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ในการติดตั้งระบบน้อย ประหยัดค่าสารเคมี และง่ายต่อการงานและการบำรุงรักษา แม้ว่าระบบผลิตน้ำประปาด้วยเทคโนโลยีเมมเบรนจะมีราคาสูงกว่าในการลงทุนครั้งแรก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการที่ไม่ต้องใช้สารเคมี การใช้พลังงานต่ำในการสูบอัดน้ำดิบ (low pressure driven) และอื่นๆแล้ว จะมีต้นทุนค่าน้ำที่ผลิตได้ต่ำกว่า นอกจากนี้ น้ำประปาที่ผลิตได้ยังมีคุณภาพดีกว่า หรือเทียบเท่าคุณภาพน้ำตามมาตรฐานน้ำอุปโภคบริโภค มอก.257/2549

                แต่ทั้งนี้ระบบผลิตน้ำประปาด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน จะต้องมีการดูแลบำรุงรักษาระบบในช่วงการใช้งาน เพื่อยืดอายุเมมเบรน รวมทั้งเมมเบรนต้องมีคุณภาพดี ทนทานต่อสารเคมีที่จะใช้ล้างหรือคลอรีนในน้ำประปา

 

ตารางเปรียบเทียบระบบผลิตน้ำประปาแบบเดิม (Conventional Type) กับระบบผลิตน้ำประปาด้วยเมมเบรน (membrane)

 

รายการ ระบบผลิตน้ำประปาแบบ Conventional Type ระบบผลิตน้ำประปาด้วยเมมเบรน
1. ลักษณะกระบวนการบำบัดน้ำ ต้องมีกระบวนการสร้างตะกอน โดยเติมสารละลายสารส้ม  เป็นการกรองผ่านเยื่อเมมเบรน ประเภทใช้แรงดันต่ำ (Low Pressure 
  และปูนขาว (ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำดิบ) ต้องมีถังสร้างตะกอน (Floculation)   driven)  ไม่ต้องใช้สารเคมี  ไม่มีการสร้างตะกอนและตกตะกอน   
   และมีถังตกตะกอน (Sedimentation) หลังจากนั้นน้ำที่ผ่านจากถังตกตะกอนจึง ยกเว้นกรณีที่น้ำดิบมีความขุ่นสูงมาก (เกินกว่า 300 NTU)  
   จะไหลเข้ากระบวนการกรอง  ส่วนใหญ่สารกรองเป็นทรายกรองคัดขนาด ต้องมีระบบ pre treatment
2.พื้นที่ก่อสร้าง ใช้พื้นที่มากกว่า (เนื่องจากต้องมีระบบสร้างตะกอน และถังตกตะกอน) ใช้พื้นที่น้อยกว่า
3. ระยะเวลาในการก่อสร้าง ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 4-6 เดือน เนื่องจากเป็นอาคาร  ติดตั้งได้ง่าย ใช้เวลาน้อยกว่า
  คอนกรีตเสริมเหล็ก  
4. คุณภาพน้ำที่ผลิตได้ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำดิบ คุณภาพได้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่อุตสาหกรรมน้ำเพื่อการอุปโภค
    มอก.257-2549อย่างสม่ำเสมอ แต่ปริมาณน้ำที่ผลิตได้อาจลดลง
5.อายุการใช้งาน ยาวนานตามอายุของคอนกรีตเสริมเหล็ก ขึ้นอยู่กับการใช้งานและดูแลรักษาระบบ และต้องมีการเปลี่ยน
    เมมเบรนเป็นระยะประมาณ 5-10 ปี (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมมเบรน)
6. การใช้งานระบบ การใช้งานต้องการผู้มีความรู้เรื่องการผลิตน้ำประปา การใช้งานได้ง่ายกว่า มีระบบควบคุมอัตโนมัติ
7.ราคาค่าก่อสร้าง ต่ำกว่า  สูงกว่า       
8. ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน สูงกว่า (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นค่าไฟฟ้า   ต่ำกว่า (ไม่ต้องใช้สารเคมี)
และดูแลระบบ  และค่าสารเคมี)  
     

 

 

|ประปาไทย | เทคโนโลยี |