เกณฑ์การออกแบบระบบประปา

1 แหล่งน้ำดิบ
ก. ต้องมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี สามารถใช้ได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่ปีเป้าหมาย ของโครงการ (Target year )
ข. ต้องมีคุณภาพน้ำเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการผลิตน้ำประปา
ค.ในกรณีต้องทำการปรับปรุงแหล่งน้ำดิบจะต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่ ดูแลบำรุงรักษาแหล่งน้ำดิบนั้น ๆ เช่น กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า เป็นต้น
ง. ต้องทำการสำรวจรายละเอียดสภาพพื้นที่ อุทกศาสตร์ ธรณีวิทยา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตรวจสอบความพอเพียงของแหล่งน้ำดิบและเพื่อการออกแบบระบบน้ำดิบ
จ. อยู่ในทำเลที่เหมาะสมไม่หางไกลจากโรงกรองน้ำ
ฉ. ปลอดภัยจากผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษทั้งในปัจจุบันและอนาคต
แหล่งน้ำดิบเพื่อการประปาแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ แหล่งน้ำผิวดินเช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น และแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น น้ำบ่อตื้น น้ำบาดาล น้ำซับ เป็นต้น สำหรับแหล่งน้ำผิวดิน ปริมาณและคุณภาพน้ำจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล สภาพแวดล้อม และปริมาณน้ำท่า น้ำฝน สภาพดิน สภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำเป็นต้น สำหรับแหล่งน้ำใต้ดินปริมาณและคุณภาพน้ำแปรเปลี่ยนไปตามชั้นน้ำของพื้นที่ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า การพิจารณาน้ำดิบเพื่อการประปาทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพน้ำเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากในทางปฏิบัติ และมักจะเกิดปัญหาขึ้นอยู่บ่อย ๆ ในเรื่องปริมาณน้ำดิบไม่พอเพียง สำหรับการประปา รวมทั้งปัญหาคุณภาพน้ำดิบ ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกัน
ตารางที่ 1 ข้อแตกต่างระหว่างแหล่งน้ำผิวดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน
 

รายการ

แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน

อุณหภูมิ

เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ไม่เปลี่ยนแปลง
ความขุ่น , สารแขวนลอย บางช่วงมาก บางช่วงน้อย น้อยหรือไม่มี
แร่ธาตุ เจือปน แปรเปลี่ยนไปตามสภาพดิน ฝนเป็นต้น มากกว่าน้ำผิวดินในพื้นที่เดียวกัน
เหล็กและแมงกานีสละลายในน้ำ (ประจุ 2 +) ตามปกติไม่มี ยกเว้นที่ก้นทะเลสาบ หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ ส่วนมากจะมี
ก๊าซคาร์บอนได์ออกไซค์ละลายในน้ำ ตามปกติไม่มี ส่วนใหญ่จะมีในปริมาณมาก
ก๊าซออกซิเจนละลายในน้ำ ส่วนใหญ่จะมีระดับ Saturation ส่วนใหญ่ไม่มี
ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ละลายในน้ำ ไม่มี มีเป็นส่วนใหญ่
ซิลิกา มีปานกลาง มีปริมาณสูง
ไนเตรท ส่วนใหญ่มีน้อย บางครั้งมีในปริมาณสูง
อินทรีย์สารมีชีวิต มีแบคทีเรีย ไวรัส แพลงตอน และเชื้อโรคอื่น ๆ ส่วนใหญ่พบแบคทีเรียจากสนิมเหล็ก

ที่มา : Water Supply Engineering 1984 JICA

2 ระบบน้ำดิบ ประกอบด้วย ระบบเก็บสำรองน้ำดิบ (Water Storage Facikities) ระบบชักน้ำดิบ (Intake Facikities) และระบบส่งน้ำดิบ (Transmission Facikities)
2.1 ระบบเก็บสำรองน้ำดิบ
แหล่งน้ำดิบเพื่อการประปาตามหลักการแล้วจะต้องมีปริมาณพอเพียงตลอดทั้งปี ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตที่ปีเป้าหมายของโครงการ (Target Year ) อย่างไรก็ตามแหล่งน้ำดิบเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะแหล่งน้ำผิวดิน เช่น แม่น้ำ คลอง หนองบึง เป็นต้น จะมีปริมาณน้ำเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล บางครั้งในฤดูแล้งแหล่งน้ำดังกล่าวอาจมีปริมาณน้ำน้อย หรือ ไม่มีเลย ก่อให้เกิดปัญหากับระบบประปา ในกรณีดังกล่าวมีความจำเป็นต้องปรับปรุงพัฒนา แหล่งน้ำดังกล่าวให้มีปริมาณพอเพียงแก่ความต้องการของระบบประปา โดยการก่อสร้างระบบเก็บสำรองน้ำดิบซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อการประปา หรือ อ่างเก็บน้ำเพื่อหลายวัตถุประสงค์ หรือฝายเขื่อนเป็นต้น การก่อสร้างระบบเก็บสำรองน้ำดิบดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้อย่างเพียงพอ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ตำแหน่งที่ตั้งมีความเหมาะสมในระบบชักน้ำดิบ ปลอดภัยจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อ คุณภาพน้ำดิบ เป็นต้น ในกรณีที่แหล่งน้ำใต้ดิน หรือ แหล่งน้ำผิวดินมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีการสร้างระบบสำรองน้ำดิบ
ข้อมูลที่จำเป็นในการสำรวจเพื่อออกแบบระบบสำรองน้ำดิบ ประกอบด้วย
- ข้อมูลทางด้านอุทกศาสตร์ ประกอบด้วย พื้นที่รับน้ำ ปริมาณน้ำหลากอัตราการไหลของน้ำ อุณหภูมิของน้ำ ความชื้น ความดันบรรยากาศ อัตราการระบายของน้ำ ปริมาณน้ำฝน เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ต้องมีไม่น้อยกว่า 10 ปี ย้อนหลัง
- ข้อมูลสภาพภูมิประเทศ และธรณีวิทยา
- ข้อมูลการใช้น้ำในพื้นที่
- ข้อมูลคุณภาพน้ำในพื้นที่
- ข้อมูลการชะล้างดินทรายในพื้นที่
- ข้อมูลวัสดุก่อสร้างในพื้นที่
- กรรมสิทธิที่ดินก่อสร้าง
- ข้อมูลอื่น ๆ เช่น เส้นทางเข้าพื้นที่เป็นต้น

                                                                                                                                     

 NEXT>>>>>  



|ประปาไทย|เทคโนโลยี|

ที่มา คู่มือการสำรวจ ออกแบบ ประมาณราคาก่อสร้างและบำรุงรักษา กองพัฒนาน้ำสะอาด กรมโยธาธิการ