การติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำบาดาล  ตอนที่ 1

 

การใช้งานที่ถูกต้องและการบำรุงรักษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเครื่องสูบน้ำบาดาล  การบำรุงรักษาที่ดีจะช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องสูบน้ำบาดาลให้ใช้งานได้ยาวนานเต็มประสิทธิภาพ

เครื่องสูบน้ำบาดาล

                เครื่องสูบน้ำบาดาล ทำหน้าที่สูบน้ำขึ้นจากบ่อบาดาล  โดยเครื่องสูบน้ำจะติดตั้งอยู่ภายในบ่อน้ำบาดาล  น้ำจะถูกผ่านมาตามท่อเข้าสู่ระบบ  สำหรับไฟฟ้าที่จะจ่ายให้แก่มอเตอร์ของเครื่องสูบน้ำนั้นจะจ่ายผ่านสายไฟฟ้าที่ต่อจากตู้ควบคุมไปจนถึงตัวมอเตอร์ที่ติดตั้งในบ่อน้ำบาดาล  เครื่องสูบน้ำบาดาลเป็นเครื่องสูบน้ำแบบจุ่มใต้น้ำ  (Submotersible  pump)  ซึ่งเป็นเครื่องสูบน้ำชนิดเดียวกับที่เรารู้จักกันทั่วไปว่าปั๊มไดโว่  แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

                เครื่องสูบน้ำชนิดจุ่มใต้น้ำ  (Submersible  Pumps)  หรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า  “ปั๊มซับเมอร์ส”  มีส่วนประกอบที่สำคัญ  2  ส่วน  คือ  ส่วนเรือนปั๊ม และส่วนมอเตอร์  ส่วนเรือนปั๊มจะมีใบพัดจำนวนหลายใบบรรจุอยู่  พร้อมทั้งมีแกนใบพัดโผล่ออกมาเพื่อใช้ต่อเชื่อมกับส่วนมอเตอร์  เมื่อน้ำถูกสูบเข้ามาในเรือนปั๊มใบพัดแต่ละใบจะผลิตแรงดันเพื่อส่งน้ำออกไป  ยิ่งมีจำนวนใบพัดมากเท่าไรก็จะยิ่งส่งน้ำได้สูงขึ้นเท่านั้น  ดังนั้น  ปั๊มซัมเมอร์สขนาดแรงม้าเดียวกัน  (เช่น 1  แรงม้า)  อาจสูบน้ำได้ปริมาณ  และความสูงไม่เท่ากัน  ปกติปั๊มซัมเมอร์สที่มีขนาดแรงม้าสูงเช่น  0.5-5  แรงม้า  มักจะนิยมใช้ใบพัดที่ทำมาจากพลาสติก  ซึ่งทำให้ใบพัดและเรือนปั๊มเสียหายได้ง่ายหากทำการสูบโดยไม่มีน้ำ   เนื่องจากใบพัดจะถูกหมุนอย่างน้อย  2800  รอบต่อนาที  ทำให้อุณหภูมิภายในเรือนปั๊มสูงมารก  และเป็นผลให้พลาสติกที่ใช้ทำใบพัดละลาย  นอกจากนี้อาจทำให้มอเตอร์เสียหายอีกด้วย  อย่างไรก็ดีมีเครื่องสูบน้ำบางยี่ห้อใช้  “สแตนเลส”  เป็นวัสดุทำใบพัด  ซึ่งทำให้ลดความเสียหายจากการถูกความร้อนและการเสียดสีจากทรายในน้ำได้

                มอเตอร์ของปั๊มซับเมอร์ส  ส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาใช้ในประเทศไทยมีแหล่งผลิตมาจากยุโรปและอเมริกา  ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัด  คือ  กล่องสตาร์ทและการกินกระแสไฟที่ภาระสูงสุด (Full  load  current)    มอเตอร์ของเครื่องสูบน้ำบางยี่ห้ออาจผลิตขึ้นใช้เฉพาะของตนเอง  แต่ทั้งหมดจะอยู่ในมาตรฐานเดียวกันและเปลี่ยนแทนกันได้  (ถึงแม้บางครั้งอาจต้องดัดแปลงบางส่วนบ้าง) 

การติดตั้งเครื่องสูบน้ำบาดาล  (Submersible  pump)

                มอเตอร์สูบน้ำบาดาล  เมื่อประกอบเข้ากับตัวปั๊มสูบแล้วนำไปติดตั้งที่บ่อน้ำบาดาล  จะต้องให้ความสำคัญในการติดตั้งเป็นอย่างดี   เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแต่ละครั้งสูง  และใช้เวลานานพอสมควร  หากเกิดข้อบกพร่องขึ้นจนถึงกับต้องรื้อถอน   อาจจะต้องใช้เวลานานตั้งแต่  4  ชั่วโมงจนถึง  3  วัน  สาเหตุที่ทำให้มอเตอร์เกิดเสียหาย  อาจจะเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้องหรือเป็นผลเนื่องมาจากปั๊มสูบขัดข้อง  ตลอดจนคุณภาพของน้ำในบ่อน้ำบาดาลเองหรือสาเหตุอื่นๆ  ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นแนวทางที่จะช่วยให้อายุการใช้งานของตัวมอเตอร์และตัวปั๊มสูบมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

คำแนะนำก่อนการติดตั้ง  Submersible  Pump

            ควรจะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1.              จดบันทึกประวัติของเครื่องสูบโดยดูจากแผ่น  (Name  Plate)  ซึ่งแผ่นป้ายนี้จะเป็น

แผ่นแจ้ง  “ข่าว”  หรือ  “ใบบอก”  ข่าวอย่างย่อๆ  เกี่ยวกับมอเตอร์ตัวนั้นๆ  โดยโค้ด  ซึ่งรายละเอียดที่ระบุไว้ส่วนใหญ่  มีดังนี้

ก.       ก. ชื่อบริษัทผู้ผลิต

แผ่นป้ายทุกแผ่นจะต้องแจ้งชื่อบริษัทผู้ผลิตเป็นสำคัญก่อนสิ่งอื่น  โดยจะต้อง

เขียนให้ปรากฏชัดเจนที่สุด  พร้อมตำบลที่อยู่ที่สามารถติดต่อทางไปรษณีย์ได้

ข.       ข. เลขประจำตัวมอเตอร์  (Serial  Number) 

เป็นตัวเลขที่บอกแบบหรือรุ่นของมอเตอร์ว่าสร้างขึ้นเมื่อใด   ใบสั่งทำเมื่อใดและ

ข้อมูลอื่นๆ  เกี่ยวกับการผลิต  วิธีออกตัวเลขเป็นโค้ดของบริษัทโดยเฉพาะ  เลขประจำตัวมอเตอร์นี้เป็นข้อมูลที่สำคัญมากในการติดต่อกับบริษัทผู้ผลิต

ค.      ค. ชนิด  (Type)

จะเป็นตัวบอกว่าเป็นมอเตอร์ชนิดใด  เช่น  CS  จะหมายถึง  Capacitor - Start  เป็นต้น 

 

เครื่องสูบน้ำบาดาลแบบจุ่มใต้น้ำ

 

ง.       เฟส  (Phase)

เฟส  หมายถึง  จำนวนเฟสไฟสลับที่ต้องใช้มอเตอร์นั้นๆ  “PH1”  หมายถึง  1  เฟส

จ.       สมรรถนะกำลัง  HP.  หรือ  KW.

หมายถึง  สมรรถนะกำลังวัดเป็นกำลังม้า  (Horse  Power)  นอกจากวัดเป็น  HP. 

แล้ว  มอเตอร์สมัยใหม่จะวัดเป็น  KW.              1  HP.                   =             0.746  KW.

ฉ.       ความถี่  (Frequency)

ระบบไฟสลับในประเทศไทยเหมือนกับระบบในยุโรป  คือ  50 HZ  หรือ  50  Cycles/Sec

ช.       ความเร็วรอบ  (Revolution  Per  Minute)

1  RPM.              =             1  รอบ/นาที

ซ.      Volts

หมายถึง  จำนวนโวลท์หรือแรงดันที่จะต้องต่อเข้ามอเตอร์  220  หรือ  380  โวลท์

ฌ.     โค้ด  (Code)

จะแสดงให้ทราบว่าหากทุ่นมอเตอร์ล็อคติดแน่นไม่หมุนมอเตอร์นั้น  จะต้องกิน

ไฟจำนวน  KV/HP  เท่าใด  ตามตารางข้างล่างนี้  ซึ่งเป็นโค้ดของ  NEMA  (National  Electrical  Manufacturers  Association)  หรือสมาคมผู้ผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าอเมริกา 

ตารางโค้ดพยัญชนะของมอเตอร์ขณะทุ่นล๊อคติดแน่นไม่หมุน

โค้ดพยัญชนะ  KVA/HP

A

B

C

D

0-3.14

3.15-3.54

3.55-3.99

4.0-4.99

E

F

G

H

4.50-4.99

5.0-5.59

5.60-6.29

6.3-7.09

J

K

L

M

7.1-7.99

8.0-8.99

9.0-9.99

10.0-11.19

N

P

R

S

11.2-12.49

12.5-13.99

14.0-15.99

16.0-17.99

T

U

V

 

18.0-19.99

20.0-22.39

22.4

 

 
                                         ญ.     แฟกเตอร์บริการ  (Service  Factor, SF)

หมายถึง  ค่าตัวคูณที่ใช้ค่าสมรรถนะกำลังหรือแรงม้า  เพื่อแสดงว่าจะสามารถ

ให้บริการด้วยจำนวนแรงม้าจริงๆ  เท่าใด  นับจากค่าแรงม้าที่กำหนด

ตัวอย่าง  การอ่านและใช้  Name  Plate

                เช่น  มอเตอร์  STA-RITE

                                HP ½                     Volts 220              50 HZ

                                PH 1                      RPM 2,850

                                CODE JSF 1.32

                จะหมายความว่า

                                มอเตอร์นี้  ยี่ห้อ  STA-RITE  มีสมรรถนะกำลัง  0.5  แรงม้าใช้กับไฟ  220  โวลท์  ความถี่  50  HZ  ระบบไฟ  1  เฟส  ที่ความเร็วรอบ  2,850  รอบ/นาที  เมื่อมอเตอร์ล๊อคติดแน่นจะกินไฟจำนวน  7.1-7.99  KVA/HP  หรือ  3.55 -3.995  KVA  หรือ  16.14-17.16  Amps.  และเมื่อทำงานที่โหลดเกินจากค่าแรงม้าที่  Name  Plate  ไป  32หรือ  0.66  แรงม้า  จะสามารถทำงานได้ชั่วขณะหนึ่ง  โดยที่มอเตอร์ไม่ร้อนจัดเกินอุณหภูมิที่ออกแบบเผื่อไว้ หรือที่มอเตอร์ไม่ไหม้

                                มอเตอร์  Flow  -Line

                                HP .3                                     Volts. 220                                            50 Hz

                                PH.1                                      RPM. 2,850                                         Amps. 17.5

                                KVA  Code F                      Type CP                                               Amps 17.5

                                SERIAL  No.                      F 0401

                จะหมายความว่า

                                มอเตอร์ยี่ห้อ  Flow-Line  มีสมรรถนะกำลัง  3  แรงม้า  ใช้กับไฟ  1  เฟส  220  โวลท์  ความถี่  50  Hz  กินกระแสขณะทำงาน  17.5  Amps  ที่ความเร็วรอบ  2,850  รอบ/นาที  เมื่อมอเตอร์ล็อคจะกินกระแส  5.0-5.59  KVA/HP.  หรือ  15-16.77  KVA.  หรือ  68.18-76.23  Amps.  และไม่สามารถที่จะทำงานที่สมรรถนะกำลังเกิน  3  แรงม้า  ได้โดยที่มอเตอร์ไม่เสียหาย

2.              วัดความต้านทานระหว่างคู่สายของมอเตอร์แล้วจดบันทึกไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจซ่อมมอเตอร์

3.              จดบันทึกความจุของ  Capacitor  และรายละเอียดต่างๆ  ทั้งหมด
 

การติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำบาดาล  (ตอนที่  2)


ข้อมูลที่ควรทราบก่อนการติดตั้ง

1.               ข้อมูลเฉพาะของบ่อน้ำบาดาล

-                    ชนิดของบ่อน้ำบาดาล  เช่น  บ่อเปิด  บ่อปิด

-                   ขนาดของบ่อบาดาล  เช่น  บ่อ  4  นิ้ว,  บ่อ  6  นิ้ว

-                   ความลึกของบ่อบาดาล

-                   ระดับท่อกรองน้ำ

-                   ปริมาณน้ำ

-                   ระดับคงที่

-                   ระดับน้ำลด

2.               ข้อมูลของเครื่องสูบน้ำ

-                    คุณสมบัติของเครื่องสูบน้ำ

-                   วิธีการติดตั้ง

3.               แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าของเครื่องสูบน้ำ

การกำหนดระดับติดตั้งเครื่องสูบน้ำบาดาล  (Submersible  pump)

1.              ไม่กำหนดตำแหน่งติดตั้งตรงท่อกรองน้ำ  เพราะจะทำให้ตะกอนทรายหรือเศษหินเข้า

บ่อน้ำบาดาลเนื่องจากแรงดูดของเครื่องสูบน้ำ  และทำให้น้ำบาดาลไม่ได้ช่วยหล่อเย็นมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้อายุการใช้งานของมอเตอร์สั้นลง

2.             เครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งกับบ่อน้ำบาดาล  ควรสูงกว่าท่อกรองน้ำไม่น้อยกว่า  3  เมตร

3.             ติดตั้งที่ระดับต่ำกว่าระดับสูบน้ำ  (Pumping  Water  Level)  ไม่น้อยกว่า  6  เมตร  แต่ถ้าไม่สามารถติดตั้งในข้อกำหนดได้เนื่องจากความลึกบ่อจำกัดหรือระดับน้ำลึก  ต้องติดตั้งอุปกรณ์ช่วยในการหยุดเครื่องสูบน้ำเมื่อน้ำบาดาลแห้ง  เช่น  อุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำ  (Float  less  Controller)  หรือสวิตช์น้ำไหล  (Flow  Switch)

4.             กรณีบ่อน้ำบาดาลมีท่อกรองน้ำหลายช่วง  ถ้ามีความจำเป็นต้องติดตั้งลึกกว่าท่อกรอง

น้ำ  ต้องติดตั้งระหว่างช่วงของท่อกรองน้ำในตำแหน่งท่อกรุบ่อ  และถ้ามีตะกอนทรายขึ้นมาขณะทำการสูบต้องใช้ท่อครอบตัวเรือนเครื่องสูบน้ำและมอเตอร์  นอกจากจะช่วยลดปริมาณตะกอนทรายเข้าเครื่องสูบน้ำแล้วจะช่วยให้การหล่อเย็นมอเตอร์ได้ดีขึ้น

5.             กรณีบ่อที่สร้างแบบเปิด  (Open  Hole)  ต้องไม่ติดตั้งในตำแหน่งช่วงหินผุกร่อน 

เพราะจะทำให้เศษหินเข้าเครื่องสูบน้ำ

6.             ระดับสูบน้ำตื้นและบ่อน้ำบาดาลมีความลึกมาก  ไม่จำเป็นต้องติดตั้งในระดับลึกมาก 

เพราะนอกจากเป็นการเพิ่มแรงดันในท่อส่งน้ำแล้ว  การถอนและการติดตั้งจะมีความยุ่งยาก  เพราะน้ำหนักเครื่องสูบน้ำมาก

ลำดับขั้นตอนในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบาดาล  (Submersible  pump)

1.               ตรวจเช็คมอเตอร์ก่อนทำการติดตั้ง

สำหรับมอเตอร์ไฟ  1  เฟส  เนื่องจากขดลวดภายในมอเตอร์จะมีทั้งขดลวดหลักและขด

ประกอบ   ความต้านทานของขดลวดจะมีค่าไม่เท่ากันโดยปกติแล้วสายไฟที่ต่อจากตัวมอเตอร์ทาง  ผู้ผลิตจะใช้สีแทนขดลวดแต่ละขดดังนี้

                                             สายสีแดง                                                         สายสีน้ำตาล   - แทนขดลวดประกอบ(Start  winding)

ระบบอเมริกา                     สายสีดำ                      ระบบยุโรป                สายสีน้ำเงิน   - แทนขดลวดหลัก (Main  winding)

                                              สายสีเหลือง                                                    สายสีดำ         - แทนจุดร่วม (Common)      

                                ดังนั้น  เมื่อจะวัดความต้านทานของขดประกอบ  จะต้องวัดระหว่างสายสีแดงและสายสีเหลือง  วัดความต้านทานของขดหลัก  จะต้องวัดระหว่างสายสีดำกับสายสีเหลือง  ตารางต่อไปนี้จะเป็นค่าความต้านทาน  โดยประมาณของมอเตอร์ที่ใช้กับไฟ  1  เฟส 

ตารางความต้านทานของขดลวดมอเตอร์

ขนาดของมอเตอร์

(HP.)

แดง-เหลือง

(โอมห์)

ดำ-เหลือง

(โอมห์)

แดง-ดำ

(โอมห์)

1

16

3.5

19

1.5

5

3

8

2

5

2

7

3

4

1.4

5

5

3

1

4

-                    มอเตอร์  1  - เฟส  วัดขดลวดหลัก  คือ  สีดำกับเหลือง  (ขาว)  ได้ค่าต่ำสุดและ

สูงสุดตามตารางของมอเตอร์แต่ละขนาด  วัดขดลวดประกอบสีแดงกับเหลือง  (ขาว)  จะต้องได้ค่าตามตาราง  แต่ถ้าได้ค่าต่ำกว่าสเปคที่ให้มา  หรือสูงกว่าสเปคที่ให้มา  หรือวัดค่าไม่ได้  มอเตอร์นั้นอาจจะไหม้หรือเกิดการ  Short  Circuit  ที่ขดลวดของมอเตอร์

2.               ตรวจสอบปั๊ม  ในกรณีปั๊มใหม่ตรวจสอบดูความคล่องตัว  โดยการหมุนแกนเพลาปั๊มว่ามีส่วน

ใดติดขัดหรือไม่  ถ้าเป็นปั๊มเก่าหรือปั๊มที่ใช้แล้วก็ตรวจสอบโดยวิธีเดียวกัน  แต่ถ้าจะให้ดีควรถอดปั๊ม  ออกแล้วทำความสะอาด   และตรวจสอบความสึกหรอของชิ้นส่วนภายใน

3.               การต่อสายเคเบิลเข้ากับตัวมอเตอร์   โดยใช้ประแจขันให้แน่นพอสมควร  ถ้าต้องต่อสายนอก

ตัวมอเตอร์  จะต้องป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าถึงรอยต่อสายได้   โดยใช้น้ำยาหล่อสายเคเบิล  หรือใช้เทปพันสายไฟฟ้าชนิดกันน้ำเป็นตัวป้องกันการต่อสายไฟจุดต่อทั้ง  3  จุด  จะต้องไม่อยู่ในแนวเดียวกัน  เพื่อป้องกันการรั่วของกระแสไฟฟ้า

4.              เมื่อทำการตรวจสอบและประกอบอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว  ก็ทำการติดตั้ง  Submersible  pump 

ลงบ่อจนถึงระดับที่ต้องการ  ในขณะที่ทำการติดตั้งควรใส่เช็ควาล์ว  เพื่อป้องกันการไหลกลับของน้ำ  จะทำให้มอเตอร์หมุนกลับทิศทางในขณะหยุดและต้องรัดสายมอเตอร์แนบกับท่อทางส่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขูดขีดของสายไฟ  ซึ่งทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วได้  โดยพันเทปให้เป็นช่วงๆ  ระดับความลึกในการติดตั้งตัวปั๊มควรอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำขณะสูบ  ไม่น้อยกว่า  6  เมตร  และจะต้องไม่ให้ลึกจนเกินความจำเป็น 

5.              เมื่อทำการติดตั้งชุดเครื่องสูบน้ำเรียบร้อยแล้ว  ก็ทำการติดตั้งกล่องควบคุมและทำการทดสอบ

การทำงานพร้อมทั้งตรวจสอบระดับน้ำของบ่อบาดาลขณะสูบ  พร้อมทั้งพิจารณาความเหมาะสมของความลึกในการติดตั้งปั๊ม

 

การบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำแบบจุ่มใต้น้ำ  (Submersible  Pump) 

เครื่องสูบน้ำบาดาล  เมื่อใช้งานนานไปจะทำให้ประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำลดลง  ปริมาณน้ำในการสูบลดลง  สาเหตุหลักคือเกิดจากการสึกหรอ  ช่องทางน้ำอุดตันหรืออีกกรณี  ปริมาณน้ำในการสูบเท่าเดิม  แต่พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้น  ซึ่งเกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและมอเตอร์ชำรุด  หรือเกิดจากการติดขัดและความฝืดเพิ่มขึ้น

การตรวจสอบเบื้องต้นโดยไม่ต้องถอนเครื่องสูบน้ำ  โดยการวัดอัตราการสูบน้ำ  วัดระยะน้ำลด  วัดพลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำ  แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิม  หรือคำนวณหาประสิทธิภาพของเครื่องสูบน้ำ  ถ้าประสิทธิภาพรวมต่ำกว่า  20  เปอร์เซ็นต์  ต้องถอนเครื่องสูบน้ำและทำการซ่อมแซมใหม่
การตรวจสอบโดยการถอนเครื่องสูบน้ำ
  ทำการตรวจสอบและแก้ไขจุดที่ชำรุดของท่อสูบน้ำตะกรันจับท่อสูบจนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กลง  ทำให้แรงดันสูญเสียขณะสูบน้ำมากขึ้น  เกลียวปลายท่อสูบสึกกร่อน  ช่องทางน้ำเข้าออกเครื่องสูบน้ำอุดตันหรือแคบลง  ตะกรันจับใบพัด  ใบพัดสึกหรอ  ระบบรองลื่น 
(Bearing)  ของมอเตอร์ชำรุดเกิดการติดขัด  ขดลวดมอเตอร์เสื่อมสภาพ  ทรายหยาบและกรวดติดค้างใบพัดเนื่องจากตะแกรงกรองชำรุด

                           การแก้ไขปัญหาตะกรันจับใบพัดและช่องทางน้ำเข้าออกเครื่องสูบน้ำ  โดยการนำมาล้างด้วยน้ำยาล้างตะกรัน  สำหรับท่อสูบน้ำถ้าตะกรันเกาะจับมากควรเปลี่ยนใหม่  สำหรับอุปกรณ์ที่ชำรุดจะพิจารณาเปลี่ยนเฉพาะชิ้นส่วนที่ชำรุดหรือเปลี่ยนทั้งชุด

 

 


                                                                 การติดตั้งเครื่องสูบ

เครื่องมือวัดที่ใช้กับ  Submersible  Pump

1.               มัลติมิเตอร์  (Multimeter)

มัลติมิเตอร์เป็นเครื่องวัดไฟฟ้าที่ใช้หลักการอย่างเดียวกับเครื่องวัดชนิดขดลวดเคลื่อนที่ 

(Moving  coit)  หรือแบบ  PMMC  ทั่วไป  แต่มัลติมิเตอร์นี้สามารถนำไปใช้วัดค่ากระแสไฟฟ้า  ค่าแรงดันไฟฟ้าที่เป็นไฟกระแสสลับ  หรือกระแสตรง  และค่าความต้านทาน

มัลติมิเตอร์  หรือบางทีเรียกว่า  VOM   ซึ่งย่อมาจากคำว่า  Volt – Othm – Milliammeter  สร้าง

ขึ้นเพื่อให้มีความสะดวกในการใช้งาน  โดยทั่วไปมัลติมิเตอร์ที่ใช้จะมีค่ากระแสของขดลวดเคลื่อนที่  (Moving  coit)  เท่ากับ  50  µA  และมีค่าความไวในการวัด  (Sensitivility)  เท่ากับ  20  K/V 

 

การอ่านค่าสเกลของมัลติมิเตอร์ 

 

รูปแสดงสเกลหน้าปัทม์มัลติมิเตอร์

 

 

หน้าที่ของสเกลมัลติมิเตอร์  มีดังต่อไปนี้

สเกล A                  : ใช้สำหรับการอ่านค่าความต้านทานในย่านการวัดโอห์ม  (Ohm)

สเกล B                  : ใช้สำหรับการอ่านค่าแรงดันไฟ  กระแสตรง  หรืออ่านค่ากระแสไฟ  กระแสตรง ในย่าน

                              การวัด  D.C   Volt  และ  D.C.  Current

สเกล C                  :  ใช้สำหรับอ่านค่าแรงดันไฟ  กระแสสลับ  ในย่านการวัด  A.C Volt

สเกล  D                :  ใช้สำหรับอ่านค่าอัตราการขยายกระแส  (hfc)  ของทรานซิสเตอร์

สเกล  E                 :  ใช้สำหรับอ่านค่ากระแสไฟรั่วไหลของทรานซิสเตอร์  และค่ากระแสไฟไบอัสตรง  (IF)                   

                              และกระแสไฟไบอัสกลับ  (IR)  ของไดโอด

สเกล  F                 :  ใช้สำหรับอ่านค่าแรงดันไฟไบอัสตรง  (VF)  ของไดโอด

สเกล G                  :  ใช้สำหรับอ่านค่าสัญญาณเสียงที่มีหน่วยการวัดเป็นเดซิเบล  (dB)

วิธีการใช้มัลติมิเตอร์

-                   การวัดโอห์ม  (Ohm)

1.             ต่อสายวัดสีแดงที่ขั้วต่อ  (+)  และสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อ  (-)  หรือ COM

2.             หมุนซีเล็กเตอร์สวิทซ์  เลือกอ่านการวัดของโอห์ม

3.             ทำการช็อตปลายสายวัดทั้งสอง และปรับปุ่ม  Zero  Ohm  Adjust  ให้เข็มมิเตอร์ชี้ที่ตำแหน่ง  0  พอดี

4.             ในขณะที่ทำการวัดความต้านทานของอุปกรณ์  จะต้องไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าตกคร่อมอุปกรณ์นั้น

5.             เมื่อต่อสายวัดทดสอบค่าความต้านทาน  สามารถอ่านค่าจากสเกล

-                    การวัด  DC  Volt

1.              ต่อสายวัดสีแดงที่ขั้วต่อ  (+)  และสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อ  (-)  หรือ  COM

2.             หมุนซีเล็คเตอร์  สวิทซ์  เลือกอ่านการวัดของ  DC  Volt 

3.             ต่อสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วบวกของวงจรและสายวัดสีดำต่อเข้าที่ขั้วลบ  ซึ่งเป็นการต่อขนานกับวงจร

4.             การอ่านค่าการวัดที่ได้ของ  DC  Volt  ดูที่สเกล  B

-                    การวัด  AC  Volt

1.              ต่อสายวัดสีแดงที่ขั้วต่อ  (+)  และสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อ (-) หรือ COM

2.             หมุนซีเล็คเตอร์ สวิทซ์ เลือกอ่านการวัดของ  DC  Volt 

3.             ต่อสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วบวกของวงจรและสายวัดสีดำต่อเข้าที่ขั้วลบ  ซึ่งเป็นการต่อขนานกับวงจร

4.             การอ่านค่าการวัดที่ได้ของ  AC  Volt   

-                    การวัด  DC  Current

1.             ต่อสายวัดสีแดงที่ขั้วต่อ  (+)  และสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อ (-) หรือ COM

2.             หมุนซีเล็คเตอร์ สวิทซ์ เลือกอ่านการวัดของ  DC  Current

3.              ต่อสายวัดในลักษณะอันดับวงจรโดยสายวัดสีแดงต่อเข้ากับขั้วบวกและสายวัดสีดำต่อเข้ากับขั้วลบของวงจร 

4.             การอ่านค่า  DC  Current  จะอ่านที่สเกล  B

2.               คลิปแอมป์มิเตอร์

เครื่องมือวัดตัวนี้เรียกกันได้หลายแบบ  เช่น  Clamp  Tester, Amprohc.Clip  Ammeter,

Camp on Ammeter  ไม่ว่าจะเรียกกันเช่นไร  แต่หลักการก็คงเหมือนกัน  คือ  มีลักษณะเหมือนก้ามปูไปคล้องสายที่ต้องการจะวัดกระแส

                วิธีการใช้คลิปแอมมิเตอร์

                                คลิปแอมมิเตอร์ที่เราใช้มีสเกลวัดกระแสดังนี้  6  แอมป์  15  แอมป์  60  แอมป์   150  แอมป์  300  แอมป์  ซึ่งจะมีวิธีการใช้ดังนี้

ก.       เมื่อไม่ทราบค่ากระแสที่มีอยู่ในสายให้ตั้งสเกลสูงสุดไว้  คือ  300  แอมป์  ถ้าเข็มไม่

ขึ้นหรือขึ้นน้อยให้ปรับสเกลให้ต่ำลงมาจนสามารถที่จะอ่านได้โดยละเอียด

ข.      เนื่องจากการวัดทางปฏิบัติจำเป็นต้องยื่นคลิปแอมป์มิเตอร์ไปคล้องสายต้องระวังอย่าง

ที่สุดที่จะไม่แตะกับขั้วต่อสายหรือทำให้ขั้วต่อสายโยกคลอนอันอาจจะทำให้กระแสไฟฟ้าเดินไม่สะดวกเป็นอันตรายขึ้น

3.             เครื่องมือพื้นฐาน

-  ประแจปากตายและประแจแหวน  เบอร์ 8-22  อย่างละชุด

-  ไขควงปากแบนและแฉก

-  ประแจเลื่อน

-  คีม

-  คีมล็อคเลื่อยตัดโลหะ

-  ประแจคอม้า  เบอร์  18    7  ตัว

-  ประแจคอม้า  เบอร์  24     2  ตัว

-  แคล้มจับท่อ

-  ค้อน

-  ตลับเมตร

 
                            
มัลติมิเตอร์                                                                           คลิปแอมป์มิเตอร์ 

รูปแสดงมัลติมิเตอร์และคลิปแอมมิเตอร์


| ประปาไทย | เทคฯโน

ที่มา : คู่มือการบริหารจัดการและการบำรุงรักษาระบบประปาชนบท  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล